
ถอดวิกฤตยุติธรรมไทย เมื่อการลดโทษบิดคำพิพากษาและความเชื่อมั่นทั้งระบบ?
ศาลตัดสินให้รับโทษ แต่เหตุใดผู้ต้องขังคดีร้ายแรงจึงกลับสู่อิสรภาพเร็วกว่าที่สังคมคาด วิกฤตนี้ไม่ใช่เพียงคุกล้น หากคือรอยร้าวของกระบวนการยุติธรรมไทยทั้งระบบ
KEY
POINTS
- วิกฤตยุติธรรมไทยเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่กรมราชทัณฑ์ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารสามารถลดโทษและเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้ โดยที่ฝ่ายตุลาการหรือศาลเจ้าของคดีไม่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
- หลักเกณฑ์การลดโทษมีจุดอ่อน โดยให้น้ำหนักกับความประพฤติในเรือนจำและถูกใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก มากกว่าการประเมินความเสี่ยงในการกลับมาก่อเหตุซ้ำอย่างแท้จริง
- การลดโทษที่บิดเบือนจากคำพิพากษาได้บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกฎหมายทั้งระบบ นำมาสู่ข้อเสนอให้ปฏิรูปโดยให้ศาลเข้ามามีส่วนร่วมและพิจารณาการลดโทษเป็นรายบุคคลตามหลักวิทยาศาสตร์
คำพิพากษาควรเป็นปลายทางของการค้นหาความจริงและเป็นหลักประกันความยุติธรรมแก่สังคม แต่ในประเทศไทย เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว กระบวนการลดโทษกลับสามารถเปลี่ยนระยะเวลาจำคุกจริงให้ต่างไปจากโทษที่ศาลกำหนดอย่างมาก
ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงข้อบกพร่องของกรมราชทัณฑ์ หรือผลจากความแออัดในเรือนจำ หากเป็น “วิกฤตเชิงโครงสร้าง” ที่เกิดจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทำงานแยกส่วน ขณะที่ระบบลดโทษยังให้น้ำหนักกับความประพฤติในเรือนจำมากกว่าการประเมินว่าผู้ต้องขังพร้อมกลับคืนสู่สังคมจริงหรือไม่
กระบวนการยุติธรรมที่ไม่มีเจ้าภาพร่วม
กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยประกอบด้วยหลายหน่วยงาน ตั้งแต่ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งออกกฎหมาย ตำรวจทำหน้าที่สอบสวน อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง ศาลไต่สวนและพิพากษา ไปจนถึงกรมราชทัณฑ์ซึ่งรับผิดชอบการบังคับโทษ
แต่หน่วยงานเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงสร้างบังคับบัญชาเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมมีหน่วยงานสำคัญในสังกัดเพียงกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ขณะที่ตำรวจ อัยการ และศาลต่างมีโครงสร้างบริหารของตนเอง
ผลคือ เมื่อศาลพิจารณาพยานหลักฐานและกำหนดโทษเสร็จสิ้นแล้ว กรมราชทัณฑ์สามารถดำเนินมาตรการลดโทษตามอำนาจและหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ โดยไม่ต้องส่งเรื่องกลับไปขอความเห็นจากศาลเจ้าของคำพิพากษ
ผศ.ดร.ปริญญาเห็นว่า ช่องว่างนี้ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถเปลี่ยนผลในทางปฏิบัติของคำพิพากษาได้ แม้ไม่ได้แก้ไขตัวคำพิพากษาโดยตรง แต่ระยะเวลารับโทษจริงอาจลดลงจนแตกต่างจากสิ่งที่ศาลกำหนดไว้อย่างมีนัยสำคัญ
ใครเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์อภัยโทษ
อีกหนึ่งความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม คือการมองว่าการลดโทษผ่านการพระราชทานอภัยโทษทั่วไปเกิดจากพระราชอำนาจโดยตรงทั้งหมด
ในทางกระบวนการ กรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานจัดทำและเสนอหลักเกณฑ์ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ
ดังนั้น หลักเกณฑ์ว่าใครจะได้รับประโยชน์ ลดโทษในสัดส่วนเท่าใด หรืออยู่ภายใต้เงื่อนไขใด จึงมีจุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่ฝ่ายบริหาร ผศ.ดร.ปริญญาจึงเสนอว่า รัฐบาลสามารถเริ่มแก้ปัญหาได้ทันที ด้วยการควบคุมไม่ให้มีการเสนอเกณฑ์ที่กว้างหรือผ่อนปรนเกินสมควร โดยไม่จำเป็นต้องรอการแก้ไขพระราชบัญญัติราชทัณฑ์เพียงอย่างเดียว
ประพฤติดีในคุก ไม่เท่ากับพร้อมกลับสู่สังคม
จุดอ่อนสำคัญอีกด้านอยู่ที่เกณฑ์พิจารณาลดโทษ ซึ่งมักให้น้ำหนักกับ “ความประพฤติในเรือนจำ” เช่น การปฏิบัติตามคำสั่ง การช่วยงานเจ้าหน้าที่ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา
พฤติกรรมเหล่านี้อาจสะท้อนวินัยระหว่างถูกควบคุมตัว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่า ผู้ต้องขังสำนึกผิด ได้รับการฟื้นฟู หรือจะไม่กลับไปก่ออาชญากรรมอีกเมื่อพ้นจากสภาพแวดล้อมที่มีกฎระเบียบควบคุมอย่างเข้มงวด
กรณี “สมคิด พุ่มพวง” ฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งเดิมถูกพิพากษาประหารชีวิต ก่อนจะได้รับการลดโทษและจำคุกจริงประมาณ 8 ปี แล้วกลับมาก่อเหตุฆาตกรรมอีกหลังพ้นโทษ ถูกยกเป็นตัวอย่างของความล้มเหลวในการประเมินความเสี่ยงก่อนปล่อยตัว
เช่นเดียวกับกรณี “เล่าต๋า แสนลี่” อดีตผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ ซึ่งถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต แต่รับโทษจริง 9 ปี 10 เดือน 8 วัน ก่อนพ้นเรือนจำในปี 2569
ระยะเวลาจำคุกที่ลดลงเกิดจากสิทธิสะสมหลายชั้น ทั้งการได้รับอภัยโทษทั่วไป 6 ครั้ง การเลื่อนเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมซึ่งได้รับสิทธิลดโทษสูงสุด 1 ใน 7 ของโทษที่เหลือ และสิทธิของผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปี ซึ่งลดโทษเพิ่มอีก 1 ใน 5
เมื่อแต่ละสิทธิถูกคำนวณต่อเนื่องจากโทษคงเหลือ ประกอบกับหลักเกณฑ์เดิมที่เอื้อให้สะสมวันลดโทษได้เร็ว และการเลื่อนชั้นนักโทษในช่วงโควิด-19 เพื่อบรรเทาความแออัด จึงเกิดผลแบบ “ขั้นบันได” จนระยะเวลาที่รับโทษมาแล้วมากกว่าโทษคงเหลือ และนำไปสู่การปล่อยตัวโดยไม่ต้องพักโทษหรือสวมกำไล EM
คุกล้น กลายเป็นแรงผลักให้ลดโทษแบบเหมาเข่ง
เบื้องหลังการลดโทษครั้งละมาก ๆ คือปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ โดยมีผู้ต้องขังไหลเข้าสู่ระบบมากกว่าผู้ที่พ้นโทษเฉลี่ยประมาณเดือนละ 5,000 คน
เมื่อจำนวนคนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กรมราชทัณฑ์จึงใช้การอภัยโทษทั่วไปเป็นเครื่องมือระบายผู้ต้องขังครั้งละประมาณ 30,000–40,000 คน วิธีนี้ช่วยลดความแออัดได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้แก้สาเหตุที่ทำให้คนจำนวนมากต้องเข้าสู่เรือนจำตั้งแต่ต้น
ที่สำคัญ การลดโทษในลักษณะเหมารวมอาจไม่สามารถแยกผู้ต้องขังที่ได้รับการฟื้นฟูแล้ว ออกจากผู้ที่ยังมีความเสี่ยงก่อเหตุซ้ำได้อย่างละเอียดเพียงพอ ต้นทุนของการแก้ปัญหาคุกล้นจึงอาจถูกผลักกลับมาให้ประชาชนรับความเสี่ยงแทน
4 ทางออก ปรับระบบลดโทษใหม่
ผศ.ดร.ปริญญาเสนอแนวทางปฏิรูประบบบังคับโทษไว้ 4 ประการ
ประการแรก ผู้ต้องขังคดีร้ายแรงซึ่งถูกพิพากษาประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ไม่ควรได้รับการลดโทษเป็นหลัก เพราะศาลได้ประเมินแล้วว่าเป็นบุคคลที่สร้างอันตรายร้ายแรงต่อสังคม หากจะลดโทษต้องเป็นข้อยกเว้นอย่างยิ่ง ผ่านการประเมินสภาพจิตใจอย่างละเอียด และขอความเห็นจากศาลเดิม
ประการที่สอง ต้องเปลี่ยนจากการวัดเพียงความประพฤติภายนอก มาเป็นการประเมินทางจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ว่าผู้ต้องขังสำนึกผิด เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และมีความเสี่ยงก่อเหตุซ้ำอยู่ในระดับใด
ประการที่สาม ควรยกเลิกการลดโทษแบบเหมารวม แล้วพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยให้ศาลเจ้าของคำพิพากษามีส่วนร่วม พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เสียหายหรือครอบครัวแสดงความเห็น เพราะการลงโทษไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะรัฐกับผู้กระทำผิด แต่ยังมีบาดแผลและความสูญเสียของเหยื่ออยู่ในสมการด้วย
ประการสุดท้าย รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมควรเริ่มปรับหลักเกณฑ์ได้ทันที โดยไม่ต้องรอการแก้กฎหมายทั้งระบบ เนื่องจากฝ่ายบริหารเป็นผู้จัดทำและเสนอเงื่อนไขอภัยโทษทั่วไปเข้าสู่คณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว
เมื่อฝ่ายตุลาการเริ่มขยับ
ความหวังสำคัญปรากฏขึ้นเมื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม หรือ ก.บ.ศ. จำนวน 12 คน จากศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ร่วมเสนอให้ประธานศาลฎีกาจัดตั้ง “คณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญาและมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำที่มีประสิทธิภาพ”
ผศ.ดร.ปริญญามองว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะสะท้อนว่าฝ่ายตุลาการเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังคำพิพากษา และอาจนำไปสู่การสร้างกลไกประสานงานระหว่างศาลกับกรมราชทัณฑ์อย่างเป็นระบบ
ท้ายที่สุด ความยุติธรรมไม่ได้สิ้นสุดในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา แต่ต้องดำรงอยู่ตลอดเส้นทางของการบังคับโทษ หากคำพิพากษากำหนดโทษไว้ทางหนึ่ง แต่ระบบบริหารเปลี่ยนผลไปอีกทางโดยปราศจากการตรวจสอบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมไม่ได้ตกแก่เหยื่อเพียงฝ่ายเดียว หากยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกฎหมายทั้งระบบ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเรือนจำจะระบายผู้ต้องขังออกไปได้กี่คน แต่คือประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ทุกคนที่พ้นประตูเรือนจำกลับออกไปโดยไม่สร้างเหยื่อรายใหม่ และทำให้คำว่า “รับโทษตามคำพิพากษา” ยังมีความหมายในความรู้สึกของสังคม.







