
ม.วลัยลักษณ์ ติวเข้มเกษตรกรชาวสวนยาง เข้าใจกฎเหล็ก EUDR ก่อนส่งออกสินค้าไปยุโรป
ม.วลัยลักษณ์ เร่งสร้างความเข้าใจเกษตรกรชาวสวนยางเกี่ยวกับกฎหมาย EUDR พร้อมยกระดับยางพาราไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานยุโรป สวก.และกยท.ร่วมหนุน
KEY
POINTS
- มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรป ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า
- กฎระเบียบ EUDR กำหนดให้ยางพาราที่ส่งออกไปยุโรปต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งปลูกได้ เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกป่าและมีเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย
- การอบรมมุ่งเน้นให้เกษตรกรซึ่งเป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานเข้าใจความสำคัญของการมีข้อมูลพิกัดแปลงและเอกสารที่ถูกต้อง เพื่อรักษาตลาดส่งออกยางพาราไทยในสหภาพยุโรป
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยสำนักวิชาการบัญชีและการเงิน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การส่งเสริมและสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรชาวสวนยางเกี่ยวกับหลักการและข้อกำหนดของกฎระเบียบ EUDR” ณ โรงแรมแกรนด์ เซาเทิร์น ทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยได้รับเกียรติจาก นายธาดา พรหมมี ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนกลาง เป็นประธานในพิธีเปิด
มีเกษตรกรชาวสวนยางและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประมาณ 130 ราย เพื่อเตรียมความพร้อมต่อกฎระเบียบด้านสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือEU Deforestation Regulation (EUDR) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการค้าสินค้าเกษตร รวมถึงยางพาราในตลาดสหภาพยุโรป
กิจกรรมดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการวิจัยเรื่อง "การเสริมสร้างความรู้และความพร้อมของเกษตรกรและผู้ประกอบการยางพาราในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUDR" โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมใจ หนูผึ้ง เป็นหัวหน้าโครงการ ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นหน่วยงานเครือข่ายหลักของโครงการมีเป้าหมายดำเนินงานใน 12 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางพาราหลักทั่วประเทศ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมใจ หนูผึ้ง กล่าวว่า การเตรียมรับ EUDR ไม่ใช่เรื่องของผู้ส่งออกเพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนยาง เพราะข้อมูลที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับแปลงจะเป็นฐานสำคัญของระบบตรวจสอบย้อนกลับ
“สิ่งที่โครงการต้องการคือทำให้เกษตรกรเข้าใจว่า EUDR ไม่ใช่เรื่องไกลตัว การรู้พิกัดแปลง มีข้อมูลและเอกสารที่ถูกต้อง ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตของตนเองเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการรักษาโอกาสทางการตลาดของยางพาราไทยในอนาคต เราจึงต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ และสร้างเกษตรกรผู้นำให้สามารถนำความรู้กลับไปขยายผลในพื้นที่ของตนเองได้”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมใจ กล่าว
ทั้งนี้สหภาพยุโรป (EU) บังคับใช้กฎหมาย EUDR กำหนดให้ยางพาราที่ส่งออกไป EU ต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าไม่รุกป่าและถูกกฎหมาย โดยต้องมีข้อมูลพิกัดแปลงและเอกสารสิทธิ์ แต่เนื่องจากไทยพึ่งพาเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อม
โครงการนี้ตั้งเป้าให้ความรู้เกษตรกร 1,500 ราย และสร้างผู้นำเครือข่าย 150 ราย ใน 12 จังหวัด พร้อมจัดทำคู่มือและเครื่องมือเก็บข้อมูล เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านข้อมูล เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และรักษาตลาด EU ได้ในระยะยาว







