posttoday
วัส ติงสมิตร ไขข้อสงสัย วิกฤต กสทช.กฎหมายต้องมาก่อนความเห็น

วัส ติงสมิตร ไขข้อสงสัย วิกฤต กสทช.กฎหมายต้องมาก่อนความเห็น

07 สิงหาคม 2569

ข้อกฎหมายชี้ นายกฯ ไม่มีอำนาจสั่งยุบ กสทช. เผยคำวินิจฉัยบอร์ดสรรหา ฟัน “สรณ ” ขาดคุณสมบัติ มีผลแล้ว การฟ้องคดีไม่ได้ชะลอการบังคับใช้อัตโนมัติ แต่ในสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐ ข้อยุติเด็ดขาดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ศาลปกครองมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดเท่านั้น 

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ให้ความเห็นถึงปมข้อพิพาทในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผ่าน เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร ว่า 
 

วิกฤต กสทช. กับหลักนิติรัฐ: คดีหมอสรณ ต้องเริ่มจาก "กฎหมายให้อำนาจหรือไม่" ไม่ใช่เริ่มจาก "คำพูดของใคร"

 

ข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของ ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังสร้างความสับสนและทำให้การทำงานขององค์กรกำกับดูแลระดับประเทศต้องตกอยู่ในภาวะอัมพาต

 

เมื่อต่างฝ่ายต่างออกมาแถลงข่าวและอ้างข้อกฎหมายหนุนหลังจุดยืนของตนเอง ประชาชนย่อมเกิดความสงสัยว่าแท้จริงแล้ว "ใครถูก ใครผิด?" 

 

ทว่าในมุมมองของนักกฎหมายและหลักการบริหารราชการแผ่นดิน คำถามแรกสุดที่ต้องนำมาพิจารณาไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคลหรือความรู้สึกของใคร แต่คือ "กฎหมายให้อำนาจกระทำเช่นนั้นหรือไม่" ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ หลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ผูกพันองค์กรของรัฐทุกแห่ง 

 

1. ข้อเสนอ "ล้างไพ่ยุบ กสทช. 7 คน": อำนาจนี้มีอยู่จริงหรือ?

 

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจ "ล้างไพ่" ยุบกรรมการ กสทช. ทั้ง 7 คน แล้วเปิดให้มีการสรรหาใหม่ เพื่อผ่าทางตันและรักษาประโยชน์ของประชาชน ถ้านายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับคำเสนอนี้สามารถทำได้ นายกฯ มีที่ปรึกษากฎหมายที่มองเรื่องนี้ออกอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องอาศัยความกล้าเท่านั้น และย้ำว่าอำนาจตามกฎหมายของนายกฯ มีอยู่แน่นอน 

 

ข้อเสนอนี้อาจฟังดูเป็นทางออกที่เด็ดขาดและรวดเร็วในการแก้ปัญหาองค์กรลุ่มๆ ดอนๆ แต่เมื่อพิจารณาในทางนิติวิธี คำถามสำคัญคือ "มีกฎหมายใดให้อำนาจนายกรัฐมนตรียุบกรรมการ กสทช. ทั้งคณะ?" 

 

จากการตรวจทานพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553  (กฎหมาย กสทช.) ไม่ปรากฏบทบัญญัติใดที่มอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารหรือนายกรัฐมนตรีสามารถทำการ "ยุบ" หรือสั่งให้กรรมการ กสทช. พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะได้ตามใจชอบ

 

และหากนายกรัฐมนตรีมีอำนาจตามกฎหมายอย่างแน่นอนแล้ว เหตุใดนายกรัฐมนตรียังต้องใช้บริการ “ที่ปรึกษากฎหมาย” และอาศัย “ความกล้า” (หมอสรณได้ฟ้องต่อศาลปกครองกลาง และคดีอยู่ระหว่างการตรวจสอบของศาลแล้ว)

 

ยิ่งไปกว่านั้น การแก้ไขกฎหมาย กสทช. ที่ผ่านมา ได้มีการ ยกเลิกมาตรา 20 (6) ซึ่งเคยให้อำนาจวุฒิสภาในการลงมติเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลให้กรรมการพ้นจากตำแหน่งออกไปแล้ว ทำให้วุฒิสภาไม่มีอำนาจในส่วนนี้อีกต่อไป

 

ตามหลักกฎหมายมหาชน "ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ" (No law, no power) การใช้อำนาจรัฐไม่อาจเกิดขึ้นได้เพียงเพราะความเหมาะสม ความจำเป็นทางการเมือง หรือความต้องการผ่าทางตัน เพราะอำนาจของรัฐไม่ได้เกิดจากความต้องการ แต่ต้องเกิดจากกฎหมายรองรับโดยตรงเท่านั้น 

 

2. ท่าทีของ ศ.ดร.พิรงรอง และกรรมการกลุ่มที่ไม่เข้าประชุม: การปกป้องความชอบด้วยกฎหมาย

 

ในอีกด้านหนึ่ง ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. พร้อมด้วยกรรมการ กสทช. อีกหลายท่าน ตัดสินใจปฏิเสธการร่วมประชุมจนทำให้องค์ประชุมล่มต่อเนื่องอีกเป็นครั้งที่ 3 โดยอ้างเหตุผลสำคัญทางกฎหมายว่า คณะกรรมการสรรหาฯ ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดซึ่งเป็นที่สุด (ในฝ่ายบริหาร) แล้วว่า นพ.สรณ มีลักษณต้องห้ามตั้งแต่ก่อนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 

 

ในทางกฎหมายปกครอง มีข้อพิจารณาที่แหลมคมดังนี้:

 

• หลักความเคารพต่อคำสั่งทางปกครอง: คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งมีผลใช้บังคับทันทีตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน (ตามมาตรา 63/2 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539) 

 

• การไม่อาจใช้อำนาจคุ้มครองตามมาตรา 19: เมื่อกรรมการได้รับทราบหนังสือคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการแล้ว ย่อมถือว่า "รับทราบข้อบกพร่องเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม" ของประธาน กสทช. จึงไม่อาจยกมาตรา 19 มาอ้างเพื่อรับรองความสมบูรณ์ของการร่วมประชุมและลงมติได้อีก

 

หากดันทุรังร่วมประชุม มติที่ออกมาย่อมเสี่ยงต่อการเป็น "โมฆะ" และผู้ร่วมประชุมอาจต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา (มาตรา 157)

 

• กรณีการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามก่อนโปรดเกล้าฯ: เนื่องจากเป็นกรณีลักษณะต้องห้ามที่เกิดขึ้นก่อนได้รับการแต่งตั้ง ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างดำรงตำแหน่ง ผลในทางกฎหมายคือการแต่งตั้งนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่แรก (Void ab initio)

 

จึงไม่จำเป็นต้องมีกระบวนการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 ซ้ำอีก เพราะถือว่าไม่มีสถานะเป็นกรรมการมาตั้งแต่ต้น

 

การกระทำของ ศ.ดร.พิรงรอง และคณะ จึงไม่ใช่เพียงการ Walk out เพื่อสร้างปัญหาทางการเมือง แต่เป็นการใช้สิทธิตามฐานกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายทางกฎหมายที่ไม่อาจแก้ไขได้ต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ รวมถึงประโยชน์สาธารณะ 

 

3. "ยังไม่มีใครสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่" เพียงพอจริงหรือ?

 

ทางฝั่ง นพ.สรณ ยืนยันหนักแน่นว่าตนยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยให้เหตุผลว่า "ยังไม่มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่" 

 

ข้ออ้างนี้มีน้ำหนักในเชิงการสื่อสารสาธารณะ แต่ในทางนิติรัฐ ข้อเท็จจริงสำคัญมีอยู่ว่า นพ.สรณ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ พร้อมยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับโดยไต่สวนฉุกเฉิน

 

ผลปรากฏว่า ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคำฟ้องและคำร้องขอให้ทุเลาการบังคับ 

 

ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนนัยสำคัญ 3 ประการ:

 

1)เจ้าตัวยอมรับผลกระทบ: การยื่นขอทุเลาการบังคับย่อมแสดงว่า ตัวผู้ฟ้องเองก็ยอมรับว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลกระทบทางกฎหมายต่อสถานะของตนจริง

 

2) คำสั่งทางปกครองยังคงมีผลสมบูรณ์: เมื่อศาลยกคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน และยังไม่ได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์หรือทุเลาการบังคับ หมายความว่า

 

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ตามกฎหมายทุกประการ ในปัจจุบัน แม้หมอสรณจะเปิดเผยว่า ได้ร้องขอความเป็นธรรมจากนายกรัฐมนตรีแล้ว

 

3) ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ยกคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินขอทุเลาการบังคับตามที่หมอสรณร้องขอ

 

ส่งผลให้คำสั่งที่เป็นเหตุแห่งคดียังคงมีผลใช้บังคับในชั้นนี้ ดังนั้น หากหมอสรณยังคงเข้าร่วมประชุม กสทช. ต่อไป ย่อมอาจก่อให้เกิดข้อโต้แย้งทางกฎหมายว่า การเข้าร่วมประชุมดังกล่าวมีฐานอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ และหากภายหลังศาลวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจนำไปสู่การตรวจสอบความรับผิดทั้งทางปกครอง ทางแพ่ง หรือแม้แต่ทางอาญาได้

 

4. บทเรียนสำคัญ: อย่าสับสนระหว่าง "ความเห็น" กับ "คำพิพากษา"

 

วิกฤต กสทช. ครั้งนี้ ให้บทเรียนทางกฎหมายที่สำคัญยิ่งแก่สังคมไทย เรามักติดดักฟังความเห็นของบุคคลสำคัญ นักการเมือง หรือผู้เชี่ยวชาญ แล้วด่วนสรุปว่าเป็น "ข้อยุติทางกฎหมาย"

 

ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของบุคคลใดนอกจากศาลและคณะกรรมการสรรหาฯ (ในคดีนี้) ล้วนเป็นเพียง "ความเห็นทางกฎหมาย" (Legal Opinion) เท่านั้น 

 

ในสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐ ข้อยุติเด็ดขาดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อศาลปกครองมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดเท่านั้น 

 

บทสรุป

 

กระบวนการวิเคราะห์ปัญหาในคดีนี้ ต้องเรียงลำดับความคิดอย่างเป็นระบบตามหลักกฎหมาย:

 

1.ถามว่า "กฎหมายให้อำนาจหรือไม่?" ➡️ (พบว่า นายกฯ ไม่มีอำนาจสั่งยุบ กสทช.)

 

2. ถามต่อว่า "คำสั่งทางปกครองมีผลใช้บังคับหรือไม่?" ➡️ (คำวินิจฉัยกรรมการสรรหาฯ มีผลบังคับแล้ว)

 

3. ถามว่า "การฟ้องศาลทำให้คำสั่งหยุดใช้บังคับหรือไม่?" ➡️ (การฟ้องคดีไม่ได้ชะลอการบังคับใช้อัตโนมัติ)

 

4. ถามว่า "ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับแล้วหรือยัง?" ➡️ (ศาลยกคำร้องไต่สวนฉุกเฉิน จึงยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับ)

 

เมื่อเราเรียงลำดับคำถามได้ถูกต้อง โดยไม่เริ่มจากการเลือกข้างหรือเชื่อเสียงแถลงข่าว คำตอบทางกฎหมายก็จะปรากฏชัดเจนด้วยตัวมันเอง

 

เพราะในสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐ กฎหมายต้องมาก่อนความเห็น และคำพิพากษาต้องมาก่อนข้อสรุปของสังคมเสมอ 

ข่าวล่าสุด

Xiao Di หุ่นยนต์ Humanoid จาก BYD มุ่งสู่ตลาดหุ่นยนต์เต็มรูปแบบ

Xiao Di หุ่นยนต์ Humanoid จาก BYD มุ่งสู่ตลาดหุ่นยนต์เต็มรูปแบบ