
ก.ต.ไล่ออกอดีตอธิบดีศาลแพ่งฯ วัสชี้ปมศรัทธาพัง แม้ไม่พบเงิน 100 ล้าน
วัส ติงสมิตร ชำแหละมติ ก.ต.ไล่ออกอดีตอธิบดีศาลแพ่งแห่งหนึ่งในกทม. ชี้บิดเบือนจ่ายสำนวน-คบคู่ความ กระทบความเที่ยงธรรม แม้ไม่พบหลักฐานสินบน 100 ล้านบาท
KEY
POINTS
- ก.ต. มีมติไล่ออกอดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จากพฤติการณ์เข้าไปในบ้านคู่ความและบิดเบือนการจ่ายสำนวนคดี
- แม้การสอบสวนจะไม่พบหลักฐานเส้นทางการเงินสินบน 100 ล้านบาท แต่พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
- เหตุผลสำคัญในการลงโทษคือการกระทำที่ทำลายความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนต่อความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรม
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เผยแพร่บทวิเคราะห์ถึงเหตุผลทางกฎหมายที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. มีมติลงโทษสถานหนักแก่อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จากกรณีเกี่ยวข้องกับคดีพิพาททรัพย์สินของตระกูลณรงค์เดช
นายวัสระบุว่า ผลการสอบสวนปรากฏหลักฐานจากภาพกล้องวงจรปิดว่า อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งฯ เข้าไปภายในบ้านของคู่ความในคดีเรียกทรัพย์สินคืนและขอปลดอายัดเงินปันผลหุ้นมูลค่าหลายพันล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์บิดเบือนการจ่ายสำนวนคดีในลักษณะที่อาจเอื้อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายหนึ่ง
แม้การสอบสวนไม่พบหลักฐานเส้นทางการเงินสินบนจำนวน 100 ล้านบาทตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543
นายวัส วิเคราะห์ว่า การกระทำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมาตรา 57 ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการตุลาการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ซื่อสัตย์สุจริต และเที่ยงธรรม รวมถึงมาตรา 62 ประกอบจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 43 ที่ห้ามคบหาสมาคมกับคู่ความในลักษณะที่อาจกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน
นายวัสเห็นว่า การบิดเบือนระบบการจ่ายสำนวนกระทบต่อหลักความเที่ยงธรรมโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานว่ารับเงินหรือผลประโยชน์ หากการกระทำนั้นสร้างความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ก็สามารถลงโทษไล่ออกจากราชการตามมาตรา 77 (3) ได้
นายวัสระบุด้วยว่า ความเสียหายสำคัญของกรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเงิน แต่คือการสูญเสียความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรม โดยความเป็นอิสระของผู้พิพากษาต้องดำเนินควบคู่กับความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ
“สำหรับผู้พิพากษาแล้ว ความศรัทธาของประชาชนคือทรัพย์สินสาธารณะที่มีมูลค่าสูงที่สุด และการรักษาทรัพย์สินชิ้นนี้ให้บริสุทธิ์ ย่อมเป็นหน้าที่ที่ถอยรั้งไม่ได้ขององค์กรตุลาการไทย” วัสระบุ
นอกจากนี้ ที่ประชุม ก.ต. ยังมีมติลงโทษรองอธิบดีผู้พิพากษาในศาลเดียวกัน ด้วยการงดเลื่อนตำแหน่งและเงินเดือนเป็นเวลา 2 ปี จากกรณีเรียกคืนสำนวนคดีโดยขัดต่อระเบียบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 33
แหล่งที่มาประกอบข่าว







