
คมนาคมสรุปเหตุเครนรถไฟความเร็วสูงถล่มคร่าชีวิต 31 ศพ ชี้ระบบหละหลวม
คมนาคมเผยผลสอบเหตุเครนก่อสร้างรถไฟไทย-จีนถล่มทับขบวนรถไฟที่สีคิ้ว พบทุกฝ่ายละเลยความปลอดภัยเชิงระบบ เสียชีวิต 31 ราย เร่งขันน็อตการดำเนินงาน
กระทรวงคมนาคมเปิดผลสอบสวนกรณีอุบัติเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนถล่มทับขบวนรถไฟที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 31 ราย และบาดเจ็บอีก 71 ราย โดยระบุว่า สาเหตุไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดเฉพาะบุคคล แต่เป็น “ความล้มเหลวเชิงระบบ” จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้รับจ้าง ที่ปรึกษาควบคุมงาน และการรถไฟแห่งประเทศไทย
นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แถลงผลการสอบสวน ร่วมกับนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการผู้ว่าการ รฟท. ณ กระทรวงคมนาคม
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 09.15 น. บริเวณระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น-สถานีสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อฐานรองรับด้านหน้าของเครนก่อสร้างแบบ Launching Gantry ในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญา 3-4 ร่วงหล่นจากความสูงกว่า 10 เมตร ลงมาทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางกรุงเทพมหานคร-อุบลราชธานี
อุบัติเหตุดังกล่าวส่งผลให้ผู้โดยสารเสียชีวิต 30 ราย และพนักงานก่อสร้างเสียชีวิตอีก 1 ราย รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมด 31 ราย บาดเจ็บ 71 ราย รถไฟเสียหาย 3 โบกี้ โดยโบกี้ที่ 2 ถูกแรงกระแทกจนฉีกขาดและเกิดเพลิงไหม้ ส่วนโบกี้ที่ 3 ตกราง ส่งผลให้ต้องปิดเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างนาน 10 วัน กระทบการเดินรถกว่า 14 ขบวน
ผลการตรวจสอบทางวิศวกรรมพบว่า เครน Launching Gantry ซึ่งใช้สำหรับยกชิ้นส่วนคอนกรีตขนาดใหญ่ มีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่กำหนดว่า ก่อนเคลื่อนตัวไปด้านหน้า จะต้องเลื่อน “ขากลาง” มาชิด “ขาหน้า” เพื่อช่วยรับน้ำหนักร่วมกัน แต่ในวันเกิดเหตุ ผู้ปฏิบัติงานได้ข้ามขั้นตอนดังกล่าว และสั่งให้เครนเคลื่อนตัวทันที ทำให้น้ำหนักกว่า 700 ตันกดลงที่จุดรับน้ำหนักเพียงจุดเดียว จนเหล็กยึด PT Bar รับแรงไม่ไหวและขาด ส่งผลให้ฐานเครนพังถล่มลงมาทับขบวนรถไฟที่กำลังวิ่งผ่านด้านล่าง
คณะกรรมการสอบสวนระบุว่า ผู้รับจ้างก่อสร้างมีพฤติกรรมละเลยข้อกำหนดด้านความปลอดภัยหลายประการ ทั้งการข้ามขั้นตอนบังคับตามคู่มือปฏิบัติงาน การเริ่มงานโดยไม่มีใบอนุมัติ การไม่ขอระงับการเดินรถหรือ Window Time จาก รฟท. รวมถึงการไม่เปลี่ยนเหล็กยึดตามรอบที่กำหนด และละเลยการตรวจสอบเครนตามที่กฎหมายกำหนด
ด้านที่ปรึกษาควบคุมงาน หรือ CSC ถูกระบุว่าขาดการกำกับดูแลอย่างร้ายแรง ทั้งการไม่มีวิศวกรและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำหน้างาน การลงนามอนุมัติงานล่วงหน้าและย้อนหลัง รวมถึงไม่เคยตรวจสอบเครนด้วยตนเองตลอดระยะเวลาการใช้งาน
ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าของโครงการ ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มอบหมายงานให้วิศวกรดูแลหลายสัญญาพร้อมกันเกินศักยภาพ ส่งผลให้การควบคุมงานหย่อนยาน อีกทั้งยังปล่อยให้ภารกิจด้านความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของ CSC เป็นหลัก ทั้งที่ตามกฎหมายยังมีหน้าที่ต้องกำกับดูแลโดยตรง
คณะกรรมการสรุปว่า โศกนาฏกรรมนี้ “ไม่ใช่อุบัติเหตุจากโชคร้าย” แต่เกิดจากการที่ทุกฝ่ายทราบถึงช่องโหว่ของระบบความปลอดภัย แต่กลับปล่อยปละละเลยจนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ พร้อมระบุว่าพฤติการณ์ที่ตรวจพบเข้าข่ายผิดสัญญาจ้างอย่างร้ายแรง อาจนำไปสู่การบอกเลิกสัญญา การเสนอชื่อเป็นผู้ทิ้งงาน และการเพิกถอนทะเบียนผู้ประกอบการในขั้นตอนต่อไป
พร้อมกันนี้ คณะกรรมการยังเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนต่อกระทรวงคมนาคม ได้แก่ การห้ามทำงานเหนือรางรถไฟขณะมีขบวนรถวิ่งผ่าน การยกเลิกระบบอนุมัติงานย้อนหลัง การตรวจสอบเครนทุกชุดโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ การติดตั้งระบบเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ และการยกระดับบทลงโทษรวมถึงมาตรฐานคัดเลือกผู้รับจ้างในโครงการก่อสร้างความเสี่ยงสูง







