วิกฤตศรัทธา 2 องค์กรอิสระ ป.ป.ช.-สตง. ย้อนรอยปมกังขา โปร่งใสจริงหรือไม่
วิกฤตศรัทธา 2 องค์กรอิสระ ป.ป.ช.-สตง. ย้อนรอยข้อพิพาท ตึกถล่ม - สินบนทองคำ - คดีซุกหน ปูมเหตุกังขาโปร่งใสจริงหรือไม่
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สั่นสะเทือนแวดวงการเมืองและกระบวนการยุติธรรมไทยในช่วงเดือนเมษายน 2569 เมื่อกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อิสระ ร่วมกับพรรคประชาชน เปิดปฏิบัติการรวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภาให้ครบ 140 รายชื่อ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อยื่นตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังปรากฏมติที่สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่สาธารณชน
ปมวินิจฉัย "ซุกหุ้น" จุดชนวนความขัดแย้งทางกฎหมาย
วิกฤตศรัทธาระอุขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากกรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง เนื่องจากประเด็นการถือหุ้นในบริษัท บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำกัด
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. โดยนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แถลงยืนยันมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จหรือปกปิดข้อมูล โดยให้เหตุผลว่าเป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นและคนละช่วงเวลากับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มติดังกล่าวถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากทั้งกระแสสังคมและเหล่านักวิชาการว่า เป็นการ "ฟอกขาว" หรือไม่ และทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตถึงมาตรฐานการทำงานที่อาจสอดคล้องกับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ
สตง. กับรางวัลความโปร่งใส ท่ามกลางกระแสวิจารณ์
ในฟากของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แม้จะได้รับคะแนนประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ประจำปี 2568 สูงเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มองค์กรอิสระด้วยคะแนน 94.64 แต่กลับเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบจากสังคม (Social Backlash) โดยมีการตั้งคำถามถึงเกณฑ์การให้คะแนนที่อาจไม่สะท้อนผลลัพธ์การตรวจสอบทุจริตที่เป็นรูปธรรมในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ
ล่าสุดในเดือนเมษายน 2569 สตง. ยังสร้างความฮือฮาด้วยการ งดแสดงความเห็นต่องบการเงินของสำนักงานประกันสังคม ปี 2568 โดยระบุว่าหลักฐานการสอบบัญชีไม่เพียงพอ และพบความคลาดเคลื่อนของตัวเลขสินทรัพย์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนถึงระบบควบคุมภายในของหน่วยงานรัฐที่มักถูกมองข้าม
เงาตึกถล่ม สะเทือนความเชื่อมั่น
อีกเหตุการณ์ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือกรณี “อาคาร สตง. ถล่ม” จากเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานการก่อสร้างและการกำกับดูแล
รายงานข่าวระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการออกแบบ การก่อสร้าง และความเชื่อมโยงกับประเด็นคอร์รัปชัน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสีย แต่ยังกลายเป็น “จุดตั้งคำถามใหญ่” ต่อบทบาทของหน่วยงานตรวจสอบเอง ว่ามีประสิทธิภาพเพียงใดในการกำกับดูแลภาครัฐ
พร้อมกันนี้ สังคมยังตั้งข้อสังเกตถึงความคืบหน้าของคดี ที่ยังคงอยู่ในกระบวนการ โดยคำถามสำคัญยังไม่ได้รับคำตอบในภาพรวม
ป.ป.ช. กับเสียงวิจารณ์สะสม
บทบาทของ ป.ป.ช. ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องความล่าช้าในการดำเนินคดี และประสิทธิภาพในการจัดการข้อร้องเรียน ซึ่งในแต่ละปีมีคำร้องเกี่ยวกับการทุจริตเข้าสู่ ป.ป.ช. จำนวนหลายพันเรื่อง แต่กระบวนการตรวจสอบใช้เวลานาน และถูกตั้งคำถามถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน ยังมีเสียงวิจารณ์เรื่องความเป็นกลางทางการเมือง และการเลือกดำเนินคดีในบางกรณี
ย้อนรอยคดีค้างเก่า : ชนวนเหตุการล่าชื่อ "เช็กบิล"
นอกจากคดีล่าสุด รายชื่อคดีที่ถูกกลุ่ม สว. อิสระ นำมาอ้างอิงเพื่อชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบตรวจสอบยังประกอบด้วย
- คดีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน: ที่ยังคงเป็นตราบาปในความรู้สึกของสังคม
-คดีนายอิทธิพล คุณปลื้ม: กรณีการออกใบอนุญาตคอนโดมิเนียมที่ปล่อยให้คดีหมดอายุความ
- คดีสินบนทองคำ: ที่พัวพันกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงแต่ความคืบหน้าล่าช้า
การเคลื่อนไหวท่านกลางกระแสสังคม
ท่ามกลางพายุวิจารณ์ ป.ป.ช. และ สตง. ได้พยายามแสดงบทบาทเชิงรุกผ่านการบูรณาการความร่วมมือ 3 หน่วยงาน (ป.ป.ช., สตง., และ ป.ป.ท.) เพื่อติดตามโครงการรัฐที่มีมูลค่าเกิน 500 ล้านบาท รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะเชิงป้องกันทุจริตในนโยบายสำคัญอย่าง Digital Wallet เพื่อลดความเสี่ยงทางการคลังและอุดช่องโหว่การทุจริตเชิงนโยบาย
บทสรุปของวิกฤตครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขคะแนน ITA แต่อยู่ที่การพิสูจน์ "บรรทัดฐาน" ทางกฎหมายว่าจะสามารถบังคับใช้ได้อย่างเสมอภาค และกอบกู้ความเชื่อมั่นที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาได้หรือไม่


