ร้อนจนทนไม่ไหว! โพลสะท้อนเสียงคนไทย กังวลค่าไฟแพงกว่าฮีทสโตรก
สวนดุสิตโพลชี้คนไทยกว่า 68% เผชิญ "วิกฤตความร้อน" จนแทบทนไม่ไหว ขณะที่ความกังวลอันดับหนึ่งตกเป็นของ "บิลค่าไฟที่พุ่งสูง" แซงหน้าปัญหาสุขภาพอย่างฮีทสโตรก
KEY
POINTS
- ประชาชน 68.22% ระบุว่าอากาศร้อนจัดจนทนแทบไม่ได้ โดยเลือกบรรเทาความร้อนด้วยการดื่มน้ำเย็น และเปิดแอร์หรือพัดลมนานขึ้น
- ผลกระทบที่คนไทยกังวลมากที่สุดคือ "ค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น" ตามมาด้วยปัญหาสุขภาพเช่น ฮีทสโตรก
- ประชาชน 77.95% ต้องการให้ภาครัฐลดหรือตรึงค่าไฟฟ้า พร้อมเสนอให้บริหารจัดการน้ำและยกระดับการรับมือสภาพภูมิอากาศเป็นวาระแห่งชาติ
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง "คนไทยกับอากาศร้อน" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนทั่วประเทศกำลังเผชิญกับ วิกฤตความร้อน อย่างหนัก
โดยส่วนใหญ่รู้สึกร้อนจนแทบทนไม่ไหว และมีความกังวลสูงสุดต่อภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือและเตรียมพร้อมรับมือปัญหาในระยะยาว
คนไทยร้อนจนทนไม่ไหว แห่ดื่มน้ำเย็น-เปิดแอร์หนีความร้อน
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,306 คน ทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 21-24 เมษายน 2569 พบว่า ประชาชนถึงร้อยละ 68.22 รู้สึกว่าสภาพอากาศในช่วงนี้ร้อนมากจนทนแทบไม่ไหว ขณะที่ร้อยละ 28.41 มองว่าร้อนมากแต่พอรับได้
สำหรับวิธีรับมืออากาศร้อน ที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด อันดับ 1 คือการดื่มน้ำเย็นมากขึ้น (ร้อยละ 82.01) รองลงมาคือการเปิดแอร์หรือพัดลมนานขึ้น (ร้อยละ 77.87) การหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านช่วงกลางวัน (ร้อยละ 67.84) การเข้าไปพักผ่อนในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ (ร้อยละ 52.91) และการสวมใส่เสื้อผ้าที่ช่วยป้องกันแสงแดด (ร้อยละ 47.32)
ผวาค่าไฟแพง และ อันตรายจาก ฮีทสโตรก
เมื่อสอบถามถึงความกังวลจากวิกฤตความร้อนในช่วงนี้ ประชาชนร้อยละ 85.22 กังวลเรื่องค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นมากที่สุด ตามมาติดๆ ด้วยผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น อาการ ฮีทสโตรก หรือเพลียแดด (ร้อยละ 83.84) นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องภัยแล้ง ไฟป่า และฝุ่น PM 2.5 (ร้อยละ 65.31) สุขภาพของสัตว์เลี้ยง (ร้อยละ 39.51) รวมถึงความเสียหายจากลมพายุฤดูร้อน (ร้อยละ 38.44)
ด้วยเหตุนี้ ประชาชนร้อยละ 72.13 จึงเห็นพ้องว่าควรปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ได้เสนอแนะให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ โดยความต้องการอันดับ 1 คือการ ลดค่าไฟ หรือตรึงอัตราค่าไฟฟ้า (ร้อยละ 77.95)
รองลงมาคือการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างเป็นระบบ (ร้อยละ 64.93) การวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระยะยาว (ร้อยละ 57.89) การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง (ร้อยละ 56.43) และการปรับเวลาทำงานกลางแจ้งเพื่อเลี่ยงช่วงที่อากาศร้อนจัด (ร้อยละ 54.82)
นักวิชาการเตือนรับมือ สภาพอากาศสุดขั้ว ชงดันเป็นวาระแห่งชาติ
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า อากาศร้อนกลายเป็นปัญหาใกล้ตัวที่กระทบชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง ไม่เพียงแค่ทำให้ไม่สบายตัว แต่ยังเชื่อมโยงถึงภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความกังวลเรื่องค่าไฟฟ้าสะท้อนให้เห็นว่า การรับมือของประชาชนต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น รัฐบาลจึงควรมีมาตรการลดภาระค่าไฟควบคู่กับการวางแผนระยะยาว
วิกฤตซ้อนวิกฤต เอลนีโญและฝุ่น PM 2.5
ด้าน ดร.พรธิดา เทพประสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยไม่ได้เผชิญแค่อากาศร้อนตามฤดูกาล แต่กำลังเข้าสู่ สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Heat) รวมถึง ปรากฏการณ์เอลนีโญ ครั้งใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2569 และอาจลากยาวไปจนถึงปี 2570
วิกฤตความร้อนนี้ยังมาพร้อมกับสภาวะอากาศที่กักขังฝุ่น PM 2.5 กลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต การปรับตัวจึงไม่ใช่แค่การซื้อน้ำแข็งหรือเปิดแอร์ แต่ต้องปรับวิถีชีวิตเพื่อพร้อมรับมือกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
เสียงสะท้อนจากโพลชี้ให้เห็นว่าเรื่องนี้คือ "วาระแห่งชาติ" ที่ต้องบูรณาการด้านพลังงาน สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยในระยะยาว


