ย้อนรอยคดีตบทรัพย์ดัง เขย่าอาชีพ "นักร้องเรียน" เมื่อกฎหมายอยู่เหนือกระแส
ย้อนรอยคดีดังขบวนการตบทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว บทเรียนสั่นคลอนอาชีพ "นักร้องเรียน" เมื่อกฎหมายอยู่เหนือกระแส สู่โทษจำคุกไม่รอลงอาญา
ย้อนรอยคดีตบทรัพย์ดัง ตำรวจหลอกซ้อนแผนส่งมอบเงิน ณ บ้านพัก สู่การแกะรอยเส้นเงินและคลิปเสียงมัดตัว ก่อนศาลพิพากษาคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญาฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์
ไทม์ไลน์ปฏิบัติการ บิ๊กเต่านำทีม 3 ป. บุกจับคาบ้าน นักร้องเรียนโยนเงินครึ่งล้านทิ้ง
ย้อนรอยเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการตรวจสอบภาคประชาชนเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นำโดย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว สนธิกำลังร่วมกับ ป.ป.ท. และ ป.ป.ช. เข้าปิดล้อมบ้านพักของ นายศรีสุวรรณ จรรยาในพื้นที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
ปฏิบัติการดังกล่าวมีที่มาจากการซ้อนแผนจับกุม หลังอธิบดีกรมการข้าวและภรรยาเข้าแจ้งความว่าถูกข่มขู่เรียกรับเงินแลกกับการไม่ยื่นเรื่องร้องเรียนโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ในวันเกิดเหตุภรรยาอธิบดีได้นำเงินสด 500,000 บาท ไปส่งมอบให้ตามนัดหมาย ทันทีที่เจ้าหน้าที่แสดงตัว นายศรีสุวรรณพยายามวิ่งนำซองเงินไปโยนทิ้งบริเวณข้างบ้านเพื่อปฏิเสธการครอบครอง แต่เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกภาพวิดีโอไว้ได้ และพบว่าหมายเลขธนบัตรตรงกับที่ทำบันทึกล่อซื้อไว้ล่วงหน้าทุกใบ
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สน.ดุสิตได้เข้าเชิญตัว นายยศวริศ ชูกล่อม ขณะกำลังปฎิหน้าที่ ที่ทำเนียบรัฐบาลเนื่องจากเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในขบวนการตบทรัพย์ด้วย
คลิปเสียงมัดตัว ฉากหน้ายื่นเรื่องร้องเรียนเพื่อสังคม เบื้องหลังรีด "ค่าเคลียร์ทาง"
จากการสืบสวนขยายผลพบว่ากระบวนการนี้ทำงานเป็นขบวนการใหญ่ โดยมีตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างนักร้องเรียนและผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หลักฐานสำคัญที่มัดตัวผู้ต้องหาคือ คลิปเสียงสนทนา ที่มีการเจรจาต่อรองตัวเลขเรียกรับเงินจากหลายล้านบาทจนเหลือยอดสุทธิ 1.5 ล้านบาท โดยระบุให้แบ่งจ่ายเป็นงวด
นอกจากนี้ สำนวนการสอบสวนยังระบุถึงข้อมูลการใช้โทรศัพท์และข้อความแชทระหว่างนายศรีสุวรรณ และ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนประสานงานและเร่งรัดการจ่ายเงินอย่างชัดเจน โดยใช้ข้ออ้างว่า "ต่อให้ไม่ผิดจริง หากถูกร้องเรียนก็เสียชื่อเสียง" เป็นเครื่องมือในการกรรโชกทรัพย์
คุก 4-6 ปี สั่นคลอนอาชีพนักร้องเรียน เมื่อกฎหมายอยู่เหนือกระแส
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 102/2567 ให้ลงโทษจำคุก นายยศวริศ ชูกล่อม เป็นเวลา 6 ปี และลงโทษจำคุก นายศรีสุวรรณ จรรยา เป็นเวลา 4 ปี ในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำผิด โดยศาลสั่ง "ไม่รอลงอาญา" เนื่องจากเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างความเสียหายต่อระบบราชการและทำลายศรัทธาต่อการตรวจสอบภาคประชาชนอย่างร้ายแรง
เดินหน้าร้องเรียนต่อ ในวันที่ต้องสู้คดี
แม้จะถูกศาลตัดสินจำคุก แต่ปัจจุบันนายศรีสุวรรณยังคงอยู่ในช่วง การขอปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และในเดือนเมษายน 2569 นี้ เขายังคงปรากฏตัวในหน้าข่าวอย่างต่อเนื่องโดยการเดินสายยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองและคุณสมบัติรัฐมนตรีในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม บทบาทของเขาถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดและถูกลดทอนความเชื่อถือลงหลังจากคดีตบทรัพย์ดังกล่าว ประกอบกับคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียน "สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย" โดยกระทรวงมหาดไทย ทำให้สถานะของเขาในปัจจุบันเปลี่ยนจาก "นักตรวจสอบมืออาชีพ" กลายเป็น "จำเลย" ที่ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในชั้นศาลควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ร้องเรียน
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย กองปราบบุกรวบ "อัจฉริยะ" หลังถูกแจ้งความตบทรัพย์ ผกก.สตม.
ล่าสุดเมื่อวานนี้ (21เม.ย.2569) ตำรวจกองปราบปราม เข้าจับกุมตัว นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมกับพวกรวม 6 ราย ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านริมคลองประปา ถ.พระรามหก ในข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์ พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผกก.3 บช.สตม. จำนวน 2.5 ล้านบาท แลกกับการไม่ไลฟ์สดโจมตี เบื้อต้นนายอัจฉริยะ ให้การปฎิเสธ
โดยในช่วงบ่ายวันนี้ กองบังคับการปราบปรามจะแถลงข่าวรายละเอียดคดีดังกล่าว ต้องจับตาดูว่าทางตำรวจมีหลักฐานแน่นหนาเพียงใด นายอัจฉริยะ กับพวกจะรอดพ้นมลทิน หรือประวัติศาสตร์โทษจำคุกนักร้องเรียนตบทรัพย์จะซ้ำรอย
อย่างไรก็ตามต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด


