DSI เตรียมยกระดับคดีน้ำมันเถื่อน-กักตุน ขยายผลยึดทรัพย์
ดีเอสไอรับคดีน้ำมันเถื่อนเป็นคดีพิเศษ หลังพบเรือปิดสัญญาณลอบถ่ายเทกลางทะเลและพิรุธคลังน้ำมันกักตุนสินค้า ย้ำหากทำเป็นขบวนการฟันข้อหาอั้งยี่-ฟอกเงิน
กระทรวงยุติธรรมมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เดินหน้าปราบปรามขบวนการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อนอย่างเต็มสูบ หลังพบเบาะแสและพฤติกรรมน่าสงสัยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมยกระดับให้เป็นคดีพิเศษเพื่อขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดในทุกมิติ
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยหลังหารือกับหน่วยงานความมั่นคงและกระทรวงพลังงานว่า ได้สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการด่วนของนายกรัฐมนตรี เพื่อรับมือกับวิกฤติพลังงานที่อาจบานปลายจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง
ล่าสุด คณะกรรมการคดีพิเศษได้ไฟเขียวให้ DSI รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะครอบคลุมการเอาผิดทั้งผู้ค้าน้ำมันในระบบและนอกระบบ หากพบว่ามีการทำเป็นขบวนการจนส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ
จากการลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบเชิงลึก โดยเฉพาะในแถบภาคใต้ตอนบนและจังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติหลายอย่างที่น่าตกใจ และประเมินว่าพฤติกรรมเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง
ประเด็นที่น่าจับตาคือ การพบเรือต้องสงสัยใช้วิธี เดินเรือมืด หรือการจงใจปิดระบบระบุตัวตน (AIS) เพื่อแอบถ่ายเทน้ำมันกันกลางทะเล โดยพบเรือที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายถึง 20 ลำจากทั้งหมด 24 ลำ และมีอย่างน้อย 10 ลำที่ปิดสัญญาณอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังมีการใช้กลวิธีถ่วงเวลาการเดินเรือให้ล่าช้าและปลอมแปลงเอกสารขนส่ง จากปกติที่ควรใช้เวลาเพียงวันเดียว กลับยืดเยื้อยาวนานเป็นเดือน มิหนำซ้ำปริมาณน้ำมันที่ไปถึงปลายทางกลับมีมากกว่าต้นทาง ซึ่งขัดแย้งกับหลักความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเจ้าหน้าที่บุกตรวจสอบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ 6 แห่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็พบพิรุธที่เข้าข่ายการกักตุนสินค้า โดยในเดือนมีนาคมมียอดรับน้ำมันเข้ามากกว่ายอดขายออกอย่างผิดปกติ ซึ่งอาจโดนฟันความผิดตามกฎหมายราคาสินค้า มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปี
ขณะนี้ DSI ได้ออกหมายเรียกบริษัทเรือ 8 แห่งที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยเข้ามาชี้แจงแล้ว พร้อมรับโอนสำนวนคดีจากตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาดำเนินการต่อในฐานะคดีพิเศษ และกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกับ DSI เข้าตรวจค้นจุดเป้าหมายทั่วประเทศ ทั้งโรงกลั่นและคลังน้ำมันเกือบร้อยแห่ง รวมถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ในระยอง ขอนแก่น สมุทรสาคร และปทุมธานี โดยพบการทำผิดทั้งลักลอบถ่ายเท แจ้งข้อมูลเท็จ และทำธุรกิจเถื่อน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทิ้งท้ายว่า การฉวยโอกาสกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤติถือเป็นการเอาเปรียบสังคม หากสืบสวนพบว่าทำเป็นขบวนการ จะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดในข้อหา “อั้งยี่” พร้อมใช้กฎหมายฟอกเงินเข้ายึดทรัพย์ให้ถึงที่สุด


