“ยศชนัน” ยันรัฐเร่งบูรณาการวิจัย ใช้ข้อมูลและ AI แก้ฝุ่นเหนือยั่งยืน
“ยศชนัน”นำทีมประชุม NARIT ดันวิจัย-นวัตกรรมสู้ PM2.5 ใช้ข้อมูลเชิงลึกและ AI แก้ต้นตอฝุ่น หนุน “Made in Chiang Mai” สู่โครงสร้างแก้ปัญหายั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารท้องถิ่น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประชุมบูรณาการแนวทางแก้ไขและปฏิบัติการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ
การประชุมดังกล่าวมีการนำเสนอผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศ ซึ่งมุ่งศึกษาที่มาของฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทย โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์องค์ประกอบฝุ่นควบคู่กับการเก็บข้อมูลผ่านโดรน เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างและพฤติกรรมของฝุ่นในเชิงลึก อันเป็นข้อมูลสำคัญต่อการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง อาทิ อุปกรณ์วิจัยด้านอวกาศภายใต้ความร่วมมือระดับนานาชาติ รวมถึงเทคโนโลยีด้านทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ ซึ่งมีศักยภาพต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและงานวิจัยของประเทศในอนาคต
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวภายหลังการประชุมว่า ประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ มีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นมาอย่างต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า “Made in Chiang Mai” ซึ่งควรได้รับการผลักดันให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความยั่งยืนในการแก้ปัญหา โดยเน้นการบูรณาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการทำงานในพื้นที่
ทั้งนี้ แนวทางสำคัญประกอบด้วยการพัฒนานวัตกรรมที่เข้าถึงได้ง่าย เช่น ห้องความดันบวก และมุ้งกันฝุ่นในรูปแบบ DIY ที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางสามารถใช้งานได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งเสนอให้สถานศึกษาในกลุ่มอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัยราชภัฏ เข้ามามีบทบาทเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนและสนับสนุนชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำถึงการใช้ข้อมูลเชิงลึกระดับโมเลกุล และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์ต้นตอของฝุ่นและจุดเกิดไฟป่าอย่างแม่นยำ ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงต่าง ๆ อาทิ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยให้ความสำคัญสูงสุดต่อการดูแลสุขภาพของประชาชน
ในส่วนของการผลักดันเชิงกฎหมาย ภาครัฐยืนยันความพร้อมในการเร่งดำเนินการให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนและมีผลบังคับใช้โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ทันที โดยอาศัยนวัตกรรมและฐานข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนอย่างเร่งด่วน


