posttoday

"วีรพัฒน์" เปิดยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตความเสี่ยงอุปทานโลก

31 มีนาคม 2569

กระทรวงพลังงาน เตรียมแผนเผชิญวิกฤตพลังงาน ตั้งแต่การจัดหาจนถึงการบังคับปันส่วนน้ำมันและคุมเวลาเปิดห้างร้าน เพื่อรักษาความมั่นคงในภาวะวิกฤต

"วีรพัฒน์" เปิดยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตความเสี่ยงอุปทานโลก

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยแผนเผชิญวิกฤตพลังงาน ตั้งแต่การจัดหาจนถึงการบังคับปันส่วนน้ำมันและคุมเวลาเปิดห้างร้าน เพื่อรักษาความมั่นคงในภาวะวิกฤต

ความจำเป็นของแผนความมั่นคง

ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง กระทรวงพลังงานจำเป็นต้องยกระดับ "แผนเผชิญวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง" เพื่อเป็นเครื่องมือบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ  

การวิเคราะห์ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก สถานการณ์ความไม่สงบในทะเลแดง และความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือปัจจัยคุกคามโดยตรงต่อประเทศไทย เนื่องจากจุดดังกล่าวเป็น "Global Energy Chokepoints" หรือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นเส้นทางเดินเรือหลักในการนำเข้าน้ำมันดิบของไทย หากเส้นทางนี้ถูกตัดขาด อุปทานน้ำมันในประเทศจะเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงทันที

เป้าหมายของรัฐบาล ครอบคลุมวงจรการจัดการอุปทานอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ขั้นตอน "การจัดหา" เพื่อรักษาระดับสำรอง ไปจนถึงขั้นสูงสุดคือ "การจำกัดการใช้" ในกรณีที่กลไกการนำเข้าตามปกติไม่สามารถดำเนินการได้  ออกแบบมาตามระดับความรุนแรงเพื่อนำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ

"วีรพัฒน์" เปิดยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตความเสี่ยงอุปทานโลก

โครงสร้างระดับความรุนแรงและเกณฑ์การตัดสินใจเชิงนโยบาย

การเปลี่ยนผ่านสู่มาตรการบังคับใช้ จะพิจารณาจากเกณฑ์ความรุนแรงของสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้การตัดสินใจเชิงนโยบาย (Policy Indicators) ดังนี้

  • ระดับที่ 1 : การจัดหาอุปทานยังคงเป็นปกติ น้ำมันดิบนำเข้าและบริหารจัดการได้ตามแผนงาน
  • ระดับที่ 2 : ปริมาณแหล่งอุปทานเริ่มส่งสัญญาณลดลง แต่ยังอยู่ในวิสัยที่จัดหาเพิ่มเติมได้
  • ระดับที่ 2.2 : เกิดอุปสรรคสำคัญในการขนส่งและจัดหา โดยมีมูลเหตุจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  • ระดับที่ 3 : ขั้นวิกฤตสูงสุด แหล่งจัดหาหายไปอย่างมีนัยสำคัญ หรือไม่มีสินค้าหมุนเวียนในตลาด

การประเมินผลกระทบเชิงระบบ สถานการณ์ตั้งแต่ระดับ 2.2 ถึงระดับ 3 คือ "จุดวิกฤตทางนโยบาย" ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากการขอความร่วมมือเป็นการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะในระดับที่ 3 รัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านสู่มาตรการควบคุมขั้นเด็ดขาดเพื่อจัดการทรัพยากรที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อความอยู่รอดของชาติ

"วีรพัฒน์" เปิดยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตความเสี่ยงอุปทานโลก

มาตรการตอบโต้ขั้นสูงสุดและการควบคุมทางสังคม

เมื่อความมั่นคงของรัฐเข้าสู่ภาวะวิกฤต ภาครัฐจำเป็นต้องประกาศใช้มาตรการ "จำกัดเสรีภาพในการใช้พลังงาน" เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและสังคมส่วนรวม

กลไกการปันส่วนและจัดลำดับความสำคัญ ในภาวะขาดแคลนขั้นรุนแรง กระทรวงพลังงานจะบังคับใช้อำนาจปันส่วนตามลำดับความสำคัญอย่างเคร่งครัด

  • การปันส่วนอุปทาน บังคับใช้เกณฑ์การได้รับน้ำมันก่อนให้แก่กลุ่มภารกิจเร่งด่วน เช่น รถพยาบาล รถตำรวจ และหน่วยงานด้านความปลอดภัยสาธารณะ
  • การควบคุมเวลาให้บริการ บังคับใช้การจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมัน และกำหนดเวลาเปิด-ปิดห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ เพื่อลดการใช้พลังงานในภาคบริการ
  • มาตรการจำกัดการใช้พลังงานขั้นเด็ดขาด บังคับมาตรการประหยัดไฟและจำกัดการใช้พลังงานในภาคครัวเรือนและธุรกิจให้สอดคล้องกับปริมาณสินค้าหมุนเวียนที่เหลืออยู่

ความเสียสละทางเศรษฐกิจและสังคม  ภายใต้สถานการณ์เลวร้ายที่สุด  รัฐบาลอาจพิจารณามาตรการควบคุมสังคมในระดับสูง เช่น "การใช้รถ 5 วันต่อสัปดาห์" ตามโมเดลของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นมาตรการบังคับที่เน้นการเสียสละเพื่อรักษาความมั่นคงในภาพรวมของชาติ

 

รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่าแผนเผชิญเหตุนี้เป็นการรับมือกับความไม่แน่นอน โดยปัจจัยตัดสินการเริ่มใช้แผนแต่ละระดับจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและแรงกดดันรอบด้านที่กระทบต่ออุปทาน

แผนยุทธศาสตร์นี้คือ "Shield" หรือเกราะป้องกันความเสี่ยงที่มีความชัดเจนในแนวทางปฏิบัติ เพื่อขจัดความไม่แน่นอนให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชน รัฐบาลพร้อมเข้าแทรกแซงและบังคับใช้มาตรการบริหารจัดการในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด เพื่อประคับประคองให้ประเทศไทยก้าวผ่านวิกฤตพลังงานโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

"น้ำมันพืชกุ๊ก" ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์รักษ์โลก คว้ารางวัล CSR-DIW Continuous Award ประจำปี 2569 สะท้อนมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมที่ไม่เคยหยุดพัฒนา