posttoday

AWS ชี้ 5 เทรนด์ AI ปี 2026 "หุ่นยนต์จะทำงานแทนมนุษย์ได้จริง"

31 มีนาคม 2569

AWS ชี้ยุค AI 2026 คือปีที่ทุกคนต้องใช้ AI เผยเทรนด์ที่ต้องตั้งรับ หุ่นยนต์รุ่นใหม่สัมผัสได้ คิดเองได้ ทำงานแทนมนุษย์ได้จริง

KEY

POINTS

  • AWS ชี้ 5 เทรนด์ AI สำคัญในปี 2026 โดยเน้นว่า AI จะพัฒนาจากการตอบคำถามไปสู่การลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้จริง สามารถคิดวิเคราะห์ก่อนลงมือ และเข้าใจข้อมูลหลายรูปแบบพร้อมกันทั้งภาพ เสียง และวิดีโอ
  • AI จะมีความสามารถในการควบคุมและใช้งานซอฟต์แวร์ต่างๆ แทนมนุษย์ได้โดยตรง เช่น การสั่งซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บไซต์ หรือการควบคุมโปรแกรมสร้างภาพสามมิติที่ซับซ้อน โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญ
  • หุ่นยนต์จะทำงานร่วมกับมนุษย์ในโลกจริงได้มากขึ้น โดยใช้โลกเสมือนในการฝึกฝนรับมือสถานการณ์ต่างๆ และเริ่มมีการนำหุ่นยนต์รูปทรงมนุษย์มาใช้ในคลังสินค้าเพื่อทำงานในพื้นที่ที่ออกแบบสำหรับคนได้ทันที

โอลิวิเย่ร์ ไคลน์ หัวหน้านักเทคโนโลยีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Amazon Web Services ขึ้นเวทีงาน AI Revolution SHIFT 2026 จัดโดย"กรุงเทพธุรกิจ" พูดถึงทิศทางเอไอในปีนี้และสิ่งที่อเมซอนกำลังพัฒนาอยู่ โดยระบุตั้งแต่ต้นว่า

 

"เอไอไม่ใช่ความได้เปรียบทางการแข่งขันอีกต่อไปแล้ว ถ้าคุณยังไม่ใช้มัน แปลว่าคุณตามหลังคนอื่นไปแล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะใช้หรือไม่ แต่คือจะทำได้เร็วแค่ไหน"

 

เขาแนะนำว่า ควรมองเอไอเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่ง เหมือนที่มนุษย์เคยมีเครื่องมือใหม่ๆ มาช่วยเร่งการทำงานในแต่ละยุค ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัวหรือมองข้าม 

 

วิธีใช้เอไอที่ได้ผลในองค์กรคือ การมอบงานให้เอไอ แล้วให้เอไอวางแผนเอง เรียกใช้เอไอตัวอื่นๆ ที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน และปรับปรุงแผนจนได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งอเมซอนก็ใช้เอไอในลักษณะนี้ตั้งแต่การจัดการคลังสินค้า ไปจนถึงการออกแบบโฆษณาและการเขียนโค้ด โดยบริษัทอย่าง แอนโทรปิก (Anthropic) ผู้พัฒนาเอไอ Claude ใช้เอไอช่วยนักพัฒนาเขียนโค้ดเกือบ 100% แล้วในปัจจุบัน

 

AWS ชี้ 5 เทรนด์ AI ปี 2026 "หุ่นยนต์จะทำงานแทนมนุษย์ได้จริง"

 

 

5 เทรนด์เอไอในปี 2026

 

ไคลน์ชี้ว่ามี 5 แนวโน้มสำคัญที่กำลังขยายตัวเข้าสู่องค์กรอย่างรวดเร็ว และจะกลายเป็นเรื่องปกติในเร็วๆ นี้ ได้แก่

 

  1. โมเดลที่คิดก่อนลงมือ เอไอรุ่นใหม่มีความสามารถในการใช้เหตุผลก่อนตัดสินใจกระทำสิ่งใด ต่างจากในอดีตที่มักตอบสนองทันทีโดยไม่ผ่านการไตร่ตรอง ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือมากขึ้น
  2. โมเดลที่เข้าใจหลายรูปแบบในคราวเดียว เอไอสมัยใหม่ไม่ได้ประมวลผลแค่ข้อความแล้ว แต่สามารถเข้าใจรูปภาพ วิดีโอ เสียงพูด และเอกสารได้พร้อมกัน การรวมความสามารถเหล่านี้เข้าด้วยกันทำให้เอไอ “เข้าใจโลก” ได้ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น โดยได้ยกตัวอย่างบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งที่นำเอไอมาใช้ในกระบวนการเคลมประกัน เดิมทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน ลูกค้าต้องรอให้เจ้าหน้าที่มาดูสภาพรถ กรอกเอกสาร และรอผลอนุมัติหลายวัน แต่ด้วยระบบใหม่ ลูกค้าเพียงถ่ายภาพและวิดีโอความเสียหาย โทรศัพท์อธิบายเหตุการณ์ แล้วอัปโหลดเอกสารกรมธรรม์ เอไอจะประมวลผลทั้งหมดพร้อมกัน ทั้งภาพ เสียง และตัวอักษร แล้วตัดสินใจว่าคำร้องนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ ซึ่งหากผ่านก็สามารถจ่ายค่าสินไหมได้ภายใน 10 นาที
  3. เอไอที่ลงมือทำ ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม ซึ่งเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญที่สุด ไคลน์เน้นว่าอนาคตขององค์กรไม่ใช่ระบบแชทที่ตอบโต้ แต่คือ ตัวแทนเอไอที่เชื่อมต่อกับระบบงานจริงขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูล ระบบบัญชี หรือระบบจัดการสินค้า แล้วลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างแท้จริง เช่น ส่งอีเมล อัปเดตข้อมูล หรือสั่งซื้อสินค้า อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าต้องระวังเรื่องความปลอดภัย ไม่ควรให้เอไอเข้าถึงทุกส่วนของระบบองค์กรโดยไม่มีการควบคุม ต้องกำหนดสิทธิ์และนโยบายให้ชัดเจนก่อนเสมอ
  4. ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สกำลังเติบโตแรง โมเดลเอไอแบบโอเพนซอร์ส ซึ่งหมายถึงโมเดลที่เปิดให้ทุกคนนำไปใช้และพัฒนาต่อได้ฟรี กำลังขยายตัวและกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับองค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่นหรือต้องการควบคุมข้อมูลของตัวเอง
  5. โครงสร้างพื้นฐานต้องประหยัดพลังงานมากขึ้น การสร้างโมเดลเอไอขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เส้นทางที่ถูกต้องสู่เอไอระดับสูงสุด

 

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญ  คือ ตัวเลขด้านพลังงาน ไคลน์เปิดเผยว่าการเทรนโมเดลเอไอเพียงครั้งเดียว ใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าการสตรีมวิดีโอต่อเนื่องนาน 1.6 ล้านชั่วโมง หรือเกือบ 50 ปีไม่หยุดพัก

Amazon ตอบโจทย์นี้ด้วยการพัฒนาชิปของตัวเอง ได้แก่ Trainium สำหรับการเทรนโมเดล และ Graviton สำหรับการนำเอไอไปใช้งานจริง ซึ่งออกแบบมาเพื่องานเอไอโดยเฉพาะและประหยัดพลังงานกว่าชิปทั่วไป โดยไคลน์อ้างว่าปัจจุบัน Amazon เพิ่มชิปทั้งสองประเภทนี้เข้าศูนย์ข้อมูลทุกวัน ในปริมาณที่มากกว่าชิปจาก Intel, AMD และ NVIDIA รวมกัน

 

 

เอไอใช้หน้าจอแทนมนุษย์สั่งของได้เองทั้งหมด

 

ไคลน์ได้สาธิตบนเวทีให้เห็นว่าเอไอสามารถเปิดเบราว์เซอร์ พิมพ์ค้นหาสินค้า เลือกสินค้า และดำเนินการสั่งซื้อบนเว็บไซต์ Amazon ได้ครบกระบวนการโดยไม่ต้องมีมนุษย์แตะต้อง ความสามารถนี้ Anthropic เรียกว่า "Computer Use" ส่วน Amazon มีบริการของตัวเองชื่อ Nova Act ข้อดีคือนำไปครอบระบบงานเก่าที่มีหน้าจออยู่แล้วได้ทันที อย่างไรก็ดีไคลน์ยอมรับว่าวิธีนี้ใช้กำลังประมวลผลสูงกว่าการเชื่อมต่อระบบโดยตรง จึงเหมาะเป็นทางออกระยะสั้น

นอกจากนี้เขายังสาธิตการใช้ MCP หรือ Model Context Protocol ซึ่งเปรียบได้กับสาย USB-C มาตรฐานที่ให้เอไอเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ได้ทุกชนิด โดยสั่งให้ Claude เชื่อมต่อกับ Blender ซอฟต์แวร์สร้างภาพสามมิติที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง แล้วส่งเพียงรูปภาพพร้อมคำสั่ง เอไอก็ควบคุมซอฟต์แวร์เองทั้งหมด ทั้งการเพิ่มต้นไม้ สร้างบ้าน และปรับขนาดชิ้นส่วนต่างๆ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้วิธีใช้ซอฟต์แวร์นั้นเลย

 

 

หุ่นยนต์ฝึกในโลกเสมือนนับล้านครั้งต่อวัน

 

ช่วงท้ายไคลน์พาชมวิดีโอหุ่นยนต์ในคลังสินค้า Amazon ที่วิ่งใต้ชั้นวาง ยกชั้นวางทั้งชั้น และทำงานร่วมกับพนักงานในพื้นที่เดียวกัน พร้อมประกาศว่า "เอไอไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจออีกต่อไปแล้ว วันนี้เรามีหุ่นยนต์ที่รู้สึกได้ว่าของชิ้นที่จับอยู่นั้นแข็งหรือนุ่ม หนักหรือเบา นั่นแปลว่าเอไอกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ในโลกจริง ไม่ใช่แค่โลกดิจิทัลอีกต่อไป"

เพื่อแก้ปัญหาที่การฝึกหุ่นยนต์ในโลกจริงถูกจำกัดด้วยเวลาเพียง 24 ชั่วโมงต่อวัน Amazon จึงใช้ซอฟต์แวร์จำลอง Omniverse ของ NVIDIA สร้างสถานการณ์ในคลังสินค้าเสมือนนับล้านรูปแบบต่อวัน ครอบคลุมสถานการณ์ที่มีคนผลักหุ่นยนต์ ของหกลงพื้น หรือไฟดับ ควบคู่ไปกับการพัฒนามือหุ่นยนต์ที่ติดตั้งตัวรับสัมผัสที่ปลายนิ้วเพื่อแยกแยะน้ำหนักและความนุ่มแข็งของสินค้า

Amazon ยังเริ่มนำหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์มาใช้ขนย้ายและจัดเรียงสินค้า โดยเหตุผลหลักคือเพื่อให้ทำงานในพื้นที่ที่ออกแบบมาสำหรับมนุษย์ได้ทันที ไม่ต้องปรับโครงสร้างคลังสินค้าใหม่ทั้งหมด ซึ่งประหยัดต้นทุนได้มหาศาล

ไคลน์ปิดท้ายด้วยการย้ำว่า Amazon มุ่งมั่นขยายโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย ทั้งด้านศูนย์ข้อมูลและการพัฒนาทักษะบุคลากร.

ข่าวล่าสุด

“อาทิตย์” แม่ทัพ SCBX ชี้โลกผันผวนถาวร แนะเร่งสร้าง New Engine