posttoday

28 มี.ค. ครบรอบ 1 ปี ตึก สตง.ถล่ม: บทเรียนเปื้อนเลือดบนความล้มเหลวของ "ผู้ตรวจสอบ"

28 มีนาคม 2569

หนึ่งปีแห่ง "วิกฤตศรัทธา" และคำถามที่ยังไร้คำตอบ ย้อนรอยโศกนาฏกรรมตึก สตง. กับความจริงที่ถูกเปิดโปงผ่านช่องโหว่ทางวิศวกรรม และเงื่อนงำคอร์รัปชันที่ยังรอคอยความยุติธรรมให้ถึงปลายทาง

เหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังถล่มเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติภัยจากแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ในเมียนมาเท่านั้น แต่นี่คือ "บทเรียนเลือด" ที่สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างและธรรมาภิบาลอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์หน่วยงานรัฐไทย ในฐานะที่ สตง. คือ "ผู้ตรวจสอบและออกใบรับรอง" ความโปร่งใสของแผ่นดิน แต่กลับปล่อยให้อาคารสำนักงานของตนเองพังถล่มลงมา กลายเป็นสุสานฝังร่างผู้บริสุทธิ์ถึง 95 ราย

ความสูญเสียนี้จึงไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นบททดสอบมาตรฐานธรรมาภิบาลของ สตง. ที่ถูกมองว่าสอบตกอย่างสิ้นเชิง แม้เวลาจะล่วงเลยมาหนึ่งปี บาดแผลทางคดีความและเงื่อนงำการทุจริตยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตามองว่าจะมีข้อสรุปอย่างไร

 

ไทม์ไลน์โศกนาฏกรรม: จากแผ่นดินไหวสู่ความสูญเสีย

ลำดับเหตุการณ์และความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ มีรายละเอียดดังนี้:

28 มีนาคม 2568: เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ในเมียนมา แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้อาคาร สตง. ย่านจตุจักร ความสูง 32 ชั้นที่อยู่ระหว่างก่อสร้างพังถล่มลงมาในลักษณะ "ขนมชั้น" จนกองราบกับพื้น

 

ปฏิบัติการกู้ภัย 45 วัน: เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลากว่าเดือนครึ่งในการค้นหาร่างผู้ประสบภัย พบผู้เสียชีวิตรวม 95 ราย และยังคงมีผู้สูญหายอีก 1 ราย

 

งบประมาณมหาศาล: โครงการนี้มีมูลค่าสูงถึง 2,136 ล้านบาท ดำเนินการโดยกิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี (ITD-CREC)

 

ความเหลื่อมล้ำของการเยียวยา: มียอดเงินเยียวยารวม 129.8 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 100.59 ล้านบาท ขณะที่เงินบริจาคจากเจ้าหน้าที่ สตง. เองมีเพียง 1.32 ล้านบาท สะท้อนถึงภาระความรับผิดชอบที่หนักไปทางฝั่งเอกชน

28 มี.ค. ครบรอบ 1 ปี ตึก สตง.ถล่ม: บทเรียนเปื้อนเลือดบนความล้มเหลวของ "ผู้ตรวจสอบ"

 

เปิดสาเหตุ "ตึกเน่าใน": เมื่อกำไรอยู่เหนือความปลอดภัย

 

หลักฐานที่ปรากฎในเวลาต่อมาเปิดโปงว่า แผ่นดินไหวเป็นเพียง "แรงผลักสุดท้าย" ที่กระทำต่ออาคารที่เปราะบางจากการทุจริตภายในมาตั้งแต่วันแรกที่วางศิลาฤกษ์

 

การตรวจสอบทางเทคนิคโดยผู้เชี่ยวชาญจาก 4 สถาบันวิศวกรรมชั้นนำ (จุฬาลงกรณ์ฯ, สจล., ม.เกษตรศาสตร์ และ มจธ.) ได้กระชากหน้ากากความชุ่ยที่แฝงอยู่ในโครงสร้างอาคาร ซึ่งผลการตรวจสอบระบุชัดว่าความวิบัติไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอก แต่มาจากความบกพร่องจงใจ 4 ประการ:

 

-ผนังรับแรงเฉือน (Shear Wall) วิบัติ: โครงสร้างหลักที่ควรจะแข็งแกร่งที่สุดกลับพังทลายที่ระดับชั้น 1-4 ทันทีที่รับแรงสั่นสะเทือน

-คอนกรีตต่ำกว่าเกณฑ์: ค่าเฉลี่ยความแข็งแรงของคอนกรีตในผนังรับแรงเฉือนต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดในแบบอย่างรุนแรง

-แบบก่อสร้างผิดกฎหมาย: รายละเอียดในแบบที่ใช้งานจริงไม่เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายควบคุมอาคาร ทำให้ความสามารถในการรับแรงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

-ระยะฝังเหล็กเสริม (Link Beam) ไม่เพียงพอ: จุดต่อเชื่อมสำคัญระหว่างคานและผนังมีความอ่อนแอเนื่องจากประหยัดวัสดุเกินเกณฑ์

 

ความบกพร่องเหล่านี้ไม่ใช่ "ความผิดพลาดทางวิศวกรรม" ทั่วไป แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากการ "ลดสเปก" เพื่อทำกำไรส่วนต่าง ซึ่งสอดคล้องกับพฤติการณ์การจ้างช่วงแรงงานผิดกฎหมายและการใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.)

28 มี.ค. ครบรอบ 1 ปี ตึก สตง.ถล่ม: บทเรียนเปื้อนเลือดบนความล้มเหลวของ "ผู้ตรวจสอบ"

 

ความคืบหน้าทางคดี: การต่อสู้ในชั้นศาลและตอม่อ "นอมินี"

 

กระบวนการยุติธรรมในคดีนี้ถูกขับเคลื่อนผ่านสำนวนที่หนากว่า 90,000 หน้า โดยแบ่งออกเป็น 3 เส้นทางหลักที่น่าสนใจดังนี้:

1.กลุ่มจำเลย 23 ราย (รวม ITD และนายเปรมชัย กรรณสูต) ถูกตั้งข้อหาออกแบบ/ก่อสร้างผิดหลักเกณฑ์จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และปลอมเอกสาร โดยศาลอาญานัดสืบพยานนัดแรก 23 ก.ค. 2569 (พยานกว่า 240 ปาก)

2.บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (CREC) ถูกตั้งข้อหาพ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (นอมินีสวมสิทธิ์) หลัง DSI พบเป็นบริษัทนอมินีที่มีสำนักงานเป็นเพียงตึกแถวแชร์พื้นที่ ซึ่งอัยการสั่งฟ้องแล้ว

3.ผู้บริหารระดับสูง สตง. 4 ราย (รวมนายมณเฑียร เจริญผล และนายประจักษ์ บุญยัง) ถูกตั้งข้อหา ทุจริตต่อหน้าที่, ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และฮั้วประมูล ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. หลังพบเงื่อนงำล็อกสเปก TOR

 

ความน่าสนใจอยู่ที่การขยายผลของ DSI ที่พบว่าบริษัทสัญชาติจีนในกิจการร่วมค้า แท้จริงแล้วเป็นเพียง "บริษัทกระดาษ" ที่ไม่มีประสบการณ์งานก่อสร้าง และมีผู้ถือหุ้นชาวไทยที่เป็นนอมินีโดยไร้ที่มาของเงินทุนชัดเจน

 

แนวทางในอนาคต: จากโศกนาฏกรรมสู่การปฏิรูป

 

ในวาระครบ 1 ปี สตง. ได้ตัดสินใจยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยและยุติการก่อสร้างบนที่ดินเดิมโดยสิ้นเชิง เพื่อปิดฉากตึกที่ได้ชื่อว่าเป็น "อนุสาวรีย์แห่งการคอร์รัปชัน" อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่แค่การทิ้งซากปรักหักพัง แต่คือการปฏิรูปเชิงนโยบายที่เข้มข้น

 

บทเรียนจากกรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า "ข้อตกลงคุณธรรม" (Integrity Pact) ที่โครงการนี้เข้าร่วมนั้นเป็นเพียง "พิธีกรรมทางเอกสาร" เพราะมีการลงนามหลังจากที่ร่าง TOR และเลือกผู้รับเหมาเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้น ข้อเสนอแนะเร่งด่วนคือรัฐต้องบังคับใช้ Integrity Pact ตั้งแต่ก่อนเริ่มร่าง TOR และต้องมีการเปิดเผยข้อมูล "ผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง" (Beneficial Ownership) เพื่อสกัดกั้นนอมินีสวมสิทธิ์ตั้งแต่ต้นทาง

 

โศกนาฏกรรมตึก สตง. คือเครื่องเตือนใจว่า เมื่อใดที่ผู้ตรวจสอบกลับกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ความสูญเสียจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขงบประมาณ แต่จะหมายถึงชีวิตของผู้คนที่ต้องสังเวยให้กับความฉ้อฉล สังคมจึงอยากเห็นความยุติธรรมที่ต้องเดินหน้าไปให้ถึงที่สุดเพื่อคืนศักดิ์ศรีให้แก่ระบบตรวจสอบของไทยในอนาคต

28 มี.ค. ครบรอบ 1 ปี ตึก สตง.ถล่ม: บทเรียนเปื้อนเลือดบนความล้มเหลวของ "ผู้ตรวจสอบ"

ข่าวล่าสุด

SME ไทยฝ่าวิกฤต! เปิดเกม "ต้องรอด" ยุคต้นทุนพุ่ง 120% ดิ้นสู้ทุนจีน-เวียดนาม