เมืองไทยมีบ่อน้ำมันแหล่งแก๊สทุกจังหวัด หนุนปลดล็อควิกฤตพลังงาน
“มิสเตอร์ เอทานอล-อลงกรณ์” เสนอรัฐบาล ปลดล็อควิกฤตพลังงาน ปลดแอกประเทศไทย เร่งเครื่องเมกกะโปรเจคพลังงานใหม่
นายอลงกรณ์ พลบุตร เจ้าของฉายา “มิสเตอร์เอทานอล” ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ผู้ก่อตั้ง มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ส่วนตัว เรื่อง “ปลดล็อควิกฤตพลังงาน :ปลดแอกประเทศไทย” โดยเสนอรัฐบาลเร่งเดินหน้าเมกกะโปรเจคพลังงานใหม่ภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทย กำลังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมัน-แก๊สถีบตัวสูงขึ้น และเริ่มขาดแคลนน้ำมันดีเซล จากผลกระทบของสงครามสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน โดยมีเนื้อหาดังนี้
“…เมืองไทยมีบ่อน้ำมันแหล่งแก๊สทุกจังหวัด…“..มิสเตอร์ เอทานอล-อลงกรณ์
ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของพลังงานที่เรานำเข้าถึง 1 ใน 3 ทำให้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาความมั่นคงทางพลังงานที่รุนแรงกว่าวิกฤตพลังงานในทุกครั้งที่ผ่านมา แต่มาตรการแก้ไขก็ไม่ต่างไปจากเดิมแล้วแต่ดีกรีความหนักเบาของปัญหา เราติดกับวิกฤตพลังงานครั้งแล้วครั้งเล่าวนเวียนอยู่แบบเดิมๆทั้งที่มีทางออกจากวิกฤตแบบยั่งยืนแต่ไม่ทำ
26 ปีที่แล้วผมบอกว่า เมืองไทยมีบ่อน้ำมันทุกจังหวัด หมายถึง เราปลูกพืชพลังงานแปรรูปเป็นน้ำมันได้ นั่นคือการเกิดขึ้นของ“เอทานอล”หรือแอลกอฮอล์ที่แปรรูปมาจากอ้อยและมันสำปะหลังจนทุก วันนี้มีน้ำมันแก๊ซโซฮอลล์จำหน่ายทุกปั้มรถทุกยี่ห้อยอมรับเป็นเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับไบโอดีเซลที่แปรรูปมาจากน้ำมันปาล์ม
ปัจจุบันเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นสามารถต่อยอดน้ำมันเชื้อเพลิงเอทานอลและไบโอดีเซลไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงยิ่งขึ้นรวมทั้งไบโอแก๊ส ไบโอมีเทน ไบโอแมสและไฮโดรเจน นี่คือโอกาสยิ่งใหญ่ในวิกฤตครั้งนี้
“ผมคิดว่าแนวทางเดียวที่จะก้าวพ้นวิกฤตพลังงานและปลดแอกการพึ่งพาน้ำมันและแก๊ซจากภายนอกประเทศคือการยืนบนศักยภาพของตัวเอง ด้วยการเดินหน้าเมกกะโปรเจคพลังงานชีวภาพ(Bioenergy)อย่างจริงจังต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันและแก๊สแต่คือโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่และเศรษฐกิจแห่งอนาคต
ผมพูดเสมอว่าเมืองไทยมีบ่อน้ำมันและแหล่งแก๊สทุกจังหวัด เราเป็นประเทศไทยที่มีโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานชีวภาพ(Bioenergy)ที่แข็งแกร่ง แต่ยังใช้ศักยภาพไม่เต็มที่ เราต้องปลดล็อกขีดจำกัดเหล่านี้ทันที
1. เปลี่ยนพืชเกษตรเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ(Biofuels)
•เอทานอล (Ethanol)
ปัจจุบันมีโรงงานเอทานอล 28 แห่ง กำลังการผลิตรวม 6.92 - 7.02 ล้านลิตรต่อวัน โดยมีวัตถุดิบหลักคือ กากน้ำตาล จากอ้อย (59.5%) และ มันสำปะหลัง (35.5%) ทว่าปัจจุบันมีการใช้จริงเพียง 3.43 ล้านลิตรต่อวัน หรือมีกำลังผลิตส่วนเกินกว่าร้อยละ 50
รัฐบาลควรประกาศเป็นการถาวรให้ใช้ น้ำมันE20 E85 เป็นน้ำมันพื้นฐานในช่วงแรก และ E100 ภายใน 3 ปี พร้อมส่งเสริมการลงทุนขยายและสร้างโรงงานเอทานอลให้ได้วันละ 20 ล้านลิตรเท่ากับ 2 ใน 3 ของปริมาณความต้องการใช้เบนซินในปัจจุบันพร้อมกับขยายพื้นที่และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของอ้อยและมันสำปะหลังให้เพียงพอต่อเป้าหมายใหม่
และควรเริ่มนโยบาย Set aSide Land Policy แยกพื้นการปลูกพืชพลังงานกีบพืชอาหารด้วยโมเดลฟาร์มขนาดใหญ่(Big Farm)
•ไบโอดีเซล (Biodiesel)
เรามีโรงงานผลิตไบโอดีเซล 15 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมกันประมาณ 11.7 - 11.9 ล้านลิตรต่อวัน แต่มีการผลิตจริงอยู่ที่ประมาณ 4.6 - 5.1 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เพียงประมาณ 34 - 39% เท่านั้น
รัฐบาลควรประกาศใช้ B7 และB10 เป็นน้ำมันหลักในภาคขนส่งทางบกและเพิ่มการผลิตเป็น14 ล้านลิตร ภายใน3ปี
เท่ากับ20%ของการใช้ดีเซลในแต่ละวันรวมทั้งการใช้ B100 สำหรับฟาร์มแมชชีนและรถโดยสารตลอดจนรถบรรทุกตั้งแต่ขนาด1ตันจนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่
2.อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-Industry)
•โรงกลั่นชีวภาพ(Bio-refinery)คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนจาก "น้ำมันพืชและไบโอดีเซล" ไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value-added)
การแปรรูปปาล์มน้ำมันและของเสียจากโรงงาน เช่น ทะลายเปล่าและน้ำเสียให้เป็นพลังงานและเคมีภัณฑ์ได้แก่
•Oleochemicals การผลิตสารตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมทำความสะอาดและเครื่องสำอาง เช่น Fatty Alcohol, Glycerin (บริสุทธิ์), และ Fatty Acid
•Bio-Jet Fuel (SAF) การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ที่ไทยกำลังผลักดันเพื่อลดคาร์บอนในภาคการบินรัฐบาลควรเร่งขยายโครงการ Alcohol-to-Jet (ATJ) เพื่อผลิต SAF (Sustainable Aviation Fuel) โดยเริ่มบังคับใช้ร้อยละ 1 ในปี 2569 และขยายสู่ร้อยละ 8 ภายในปี 2579 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันอากาศยาน
• เคมีภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-Chemical)
ผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพและเริ่มผลิตแล้ว เช่น
•พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) เรามีการผลิตพลาสติกจากอ้อยและมันสำปะหลัง แต่ก็มีการวิจัยนำน้ำมันปาล์มมาทำโพลิเมอร์ชีวภาพบางชนิด
•สารลดแรงตึงผิว (Surfactants) ใช้ในผงซักฟอก แชมพู และสบู่
•น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ (Biolubricants)สำหรับเครื่องจักร จาระบี และน้ำมันไฮดรอลิกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
•Green Chemical
สกัดสารคุณค่าสูงจากน้ำมันปาล์มดิบเช่นวิตามิน และสารชีวภัณฑ์ (Vitamin E & Phytosterols ) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยาและอาหารเสริม
รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมการลงทุนเป็นเมกกะโปรเจคต่อยอดไบโอโพลิส (Biopolis)ในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)และควรขยายBiopolisไปภาคใต้ ภาคเหนิอ ภาคอีสานฯลฯ
3.พลังงานBiogas-Biomassทุกจังหวัด
ยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนที่สุดคือการสร้าง "ความมั่นคงพลังงานระดับชุมชน" เพื่อลดการพึ่งพาโครงข่ายสายส่งกลาง
• ชีวมวล (Biomass)
ประเทศไทยมีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมหาศาล โดยเฉพาะ ฟางข้าว 20ล้านตันต่อปีและ แกลบ5 ล้านตันต่อปีรวมถึงใบและยอดอ้อยที่มีศักยภาพเชิงความร้อนสูงถึง 3,870 กิโลแคลอรีต่ กิโลกรัม
ปัจจุบันไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลสะสมแล้ว 3,380 เมกะวัตต์ (MW) และต้องเร่งขยายเพื่อลดภาระการใช้ก๊าซ LNG นำเข้า
•ก๊าซชีวภาพ (Biogas)และไฮโดรเจน
เรามีศักยภาพจากน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรและมูลสัตว์ โดย รัฐบาลควรส่งเสริมโครงการ "1 หมู่บ้าน 1 โรงก๊าซชีวภาพ 1 โรงปุ๋ยชุมชน" เพื่อเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงานและลดต้นทุนเกษตรกรทกจังหวัด
นอกจากนี้ควรส่งเสริมการลงทุนในการผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) และการปรับปรุงคุณภาพเพื่อผลิตเป็นไบโอมีเทนอัด (CBG :Compressed Biomethane Gas) เป็นทางเลือกเชื้อเพลิงขนส่ง โดยมีเป้าหมายการผลิตในแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) 4,800 ตันต่อวันภายในปี 2579 และมีเป้าหมายรวมในการผลิตพลังงานชีวภาพสูงถึง 5,570 เมกะวัตต์ภายในปี 2579
ประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตไบโอมีเทนได้มากถึง 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2573 ซึ่งเทียบเท่ากับการลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้กว่า 450,000 ตันต่อปี
ยิ่งกว่านั้นยังสามารถเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจนที่ผลิตจากน้ำในระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (Blending) ในโรงไฟฟ้าสูงถึง 25% จนถึง 75% ในช่วงปี 2041-2050 ซึ่งจะช่วย ลดการปล่อยคาร์บอนได้ไม่น้อยกว่า 42% จากระดับปี 2023
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในประเทศจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของประเทศ
บทสรุป: "เกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน ประเทศมั่นคง"
วิกฤตพลังงานจากสงครามในปี พ.ศ. 2569 คือสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างสู่พลังงานชีวภาพ(Bio Industry ) เพื่อให้เงินทุกบาทที่เคยจ่ายค่าน้ำมันค่าแก๊สจากต่างประเทศ กลับมาไหลเข้ากระเป๋าเกษตรกรไทยระบบเศรษฐกิจไทยและสร้าง "พลังงานที่ไม่มีวันขาดแคลน" เพื่อเกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน ประเทศมั่นคงอย่างแท้จริง


