กรมการปกครองสั่งระงับสิทธิ์พรรคประชาชนเชื่อมข้อมูลระบบยืนยันตัวตน
กรมการปกครอง ชี้แจงกรณีข่าวความพยายามเข้าถึงฐานข้อมูลสมาชิกของ พรรคประชาชน โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมสั่งยกเลิกสิทธิ์การใช้งานระบบ DOPA‑Digital ID ตั้งแต่ 14 มี.ค. 2569 เพื่อป้องกันความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล และเตรียมดำเนินการตามกฎหมายหากพบการกระทำผิด
KEY
POINTS
- กรมการปกครอง ชี้แจงกรณีข่าวความพยายามเข้าถึงฐานข้อมูลสมาชิกของ พรรคประชาชน โดยไม่ได้รับอนุญาต
- พร้อมสั่งยกเลิกสิทธิ์การใช้งานระบบ DOPA‑Digital ID ตั้งแต่ 14 มี.ค. 2569 เพื่อป้องกันความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล
- และเตรียมดำเนินการตามกฎหมายหากพบการกระทำผิด
วันนี้ (15 มีนาคม 2569) กรมการปกครอง โดยสำนักบริหารการทะเบียน ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหล ทั้งชื่อ-สกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ และข้อมูลติดต่อ โดยได้ดำเนินการแจ้งยกเลิกการให้พรรคประชาชนใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) รวมถึงโปรแกรมอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ภายหลังพรรคประชาชนตรวจพบความพยายามจากบุคคลภายนอกในการลักลอบเข้าถึงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ กรมการปกครองได้สั่งการให้พรรคประชาชนจัดส่งรายละเอียดการรั่วไหลของข้อมูลทั้งหมดเพื่อความคุ้มครองประชาชน และจะพิจารณาทบทวนนโยบายการรักษาความลับกับหน่วยงานที่ขอเชื่อมโยงข้อมูลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายทะเบียนราษฎรอย่างเคร่งครัด หากพบการเก็บรักษาข้อมูลที่หย่อนยานหรือนำไปใช้เกินวัตถุประสงค์ สำนักทะเบียนกลางจะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อเอาผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
เปิดบทลงโทษรุนแรงกรณีปล่อยปละให้ข้อมูลประชาชนรั่ว
สำหรับการตรวจสอบหากพบว่าหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับอนุญาตเชื่อมโยงข้อมูล มีพฤติกรรมปล่อยปละละเลยจนเกิดการรั่วไหล จะเข้าข่ายความผิดกฎหมายหลายฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร กรณีเปิดเผยข้อมูลทะเบียนประวัติโดยมิชอบ, พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน กรณีเข้าถึงข้อมูลในหน่วยความจำบัตรโดยไม่ได้รับความยินยอม,
พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่มีโทษทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง รวมถึง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 หากมีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบจนเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น นอกจากนี้ยังอาจมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมืองหากพบว่าข้อมูลถูกนำไปใช้ในกิจกรรมทางการเมืองโดยมิชอบ
ช่องทางเยียวยาประชาชนผู้เสียหายและการทำบัตรใหม่
ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการถูกนำข้อมูลหน้าบัตรไปใช้โดยมิชอบ เช่น การถูกแอบอ้างทำธุรกรรมทางการเงิน สามารถใช้สิทธิร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีอาญาฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 หรือความผิดเกี่ยวกับเอกสารที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี รวมถึงสามารถร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ส่วนผู้ที่กังวลเรื่องความปลอดภัยสามารถติดต่อขอทำบัตรประชาชนใหม่ได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือเขต โดยจะมีค่าธรรมเนียม 100 บาท ซึ่งจะได้เลขหลังบัตร (Laser ID) ชุดใหม่เพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักจะยังคงเป็นเลขเดิม


