posttoday

เปิดคำพิพากษายกฟ้อง ปม “ไตรรัตน์” ฟ้องค่าเสียหาย 4 กสทช.กว่า 40 ล้าน

24 กุมภาพันธ์ 2569

เปิดคำพิพากษายกฟ้องกรณี “ไตรรัตน์” ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 4 กสทช. เป็นเงินรวม 40 กว่าล้าน โดยที่ศาลถือว่า 4 กสทช.กระทำชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จากกรณี ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 1722/2568 ซึ่งเป็นคดีที่โอนมาจากศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ พ5413/2567 หมายเลขแดง พ2885/2568 เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2567 ที่นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการ เลขาธิการ กสทช. ”ไตรรัตน์” ฟ้อง 4 กสทช. (พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ศาสตราจารย์ พิรงรอง รามสูต รองศาสตราจารย์ ศุภัช ศุภชลาศัย และ รองศาสตราจารย์ สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ 

โดยมีมูลเหตุหลักมาจากการที่ 4 กสทช. มีมติ “ไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ ประธาน กสทช. เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา” ในการประชุม กสทช.นัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 นั้น เป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องเสียโอกาสและความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน คิดเป็นค่าเสียหายที่เสียไปหากได้รับตำแหน่ง จึงขอให้ศาลมีคำสั่ง สรุป ดังนี้

1. ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนของเงินเดือนที่ผู้ฟ้องได้รับในตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. จำนวน 3,322,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี 

2. ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนของเงินค่าตอบแทนประจำแต่งตั้งที่ผู้ฟ้องได้รับในตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. จำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี

3. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสรยาภรณ์ในชั้น ป.ช. ซึ่งเป็นชั้นตราของเลขาธิการ กสทช. อีกคนละ 10 ล้าน รวมเป็นเงิน 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี

4. ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในอัตราสูงแทนผู้ฟ้องคดี

ศาลได้พิจารณาและมีคำพิพากษาในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สรุปได้ ดังนี้

การที่ผู้ถูกฟ้องคดี คือ 4 กสทช. มีมติเสียงข้างมากไม่เห็นชอบในการประชุม กสทช. ดังกล่าวนั้น ยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก กสทช.เป็นองค์กรกลุ่มในรูปแบบของคณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผ่านการพิจารณาและลงมติของที่ประชุม

สำหรับตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.เป็นตำแหน่งระดับบริหารที่มีความสำคัญ โดยที่มาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดให้ประธาน กสทช.โดยความเห็นชอบของ กสทช. เป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ กสทช. ฉะนั้นกระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช.จึงเป็นอำนาจของ กสทช.ที่ต้องพิจารณาร่วมกันทั้งหมดในทุกขั้นตอนและใช้อำนาจร่วมกันให้เป็นไปตามมติ

โดยในกรณีนี้ กสทช. ได้เคยมีมติครั้งที่ 3/2566 ลงวันที่ 25 มกราคม 2566 เห็นชอบให้เลื่อนการพิจารณากำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ออกไป โดยให้สำนักงาน กสทช.รับข้อคิดเห็นของที่ประชุมไปปรับปรุง พร้อมทั้งนำเสนอหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. มาในคราวเดียวกันในการประชุมครั้งต่อไปและที่ประชุมมีความเห็นให้ชะลอการคัดเลือกผู้บริหารของสำนักงาน กสทช.จนกว่ากระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช.และโครงสร้างของสำนักงาน กสทช.ที่จัดทำขึ้นใหม่จะแล้วเสร็จ

แต่กระบวนการสรรหาเพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งในครั้งนี้ ไม่ได้ดำเนินการตามมติ กสทช. ดังกล่าว เนื่องจากประธาน กสทช. ไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวกลับมาเสนอต่อที่ประชุม กสทช.เพื่อพิจารณาอีก แต่ได้ดำเนินการออกประกาศประธาน กสทช. เรื่อง การรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ลงวันที่ 17 มีนาคม 2566 ด้วยตนเอง

ดังนั้นการที่ 4 กสทช.ไม่อาจให้ความเห็นชอบบุคคลตามที่ประธาน กสทช.เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหา ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยชอบและสุจริตปราศจากเจตนากลั่นแกล้งผู้ฟ้องคดี และจะถือว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายตามฟ้องไม่ได้

ข่าวล่าสุด

เปิดคำพิพากษายกฟ้อง ปม “ไตรรัตน์” ฟ้องค่าเสียหาย 4 กสทช.กว่า 40 ล้าน