posttoday

ส่องบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง: มาตรฐานความปลอดภัย หรือช่องโหว่ทำลายความลับ?

24 กุมภาพันธ์ 2569

เปิดมุมมอง ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ยันบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งคือเกราะป้องกันทุจริตยุคดิจิทัล ชี้โอกาสเลือกตั้งโมฆะแทบเป็นศูนย์ เหตุไร้หลักฐานละเมิดสิทธิรายบุคคล

KEY

POINTS

บาร์โค้ดคือเกราะป้องกัน: มีไว้เพื่อยืนยันบัตรจริง-บัตรปลอม และป้องกันการขโมยบัตรข้ามเขต ไม่ใช่มีไว้เพื่อสอดแนมการลงคะแนนของประชาชน

ระบบแยกเก็บสุดเข้มงวด: บัตร ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อ ถูกแยกจากกันเด็ดขาดตามกฎหมาย กกต. และจะถูกทำลายทิ้งภายใน 2 ปี ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้

โอกาสโมฆะเท่ากับศูนย์: ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานว่าความลับถูกเปิดเผยในขณะลงคะแนน หรือมีการนำข้อมูลไปใช้ทุจริตจริง การร้องเรียนเพียงเพราะ "ทฤษฎีความเป็นไปได้" จึงไม่มีน้ำหนักพอในชั้นศาล

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมตั้งคำถาม เมื่อเทคโนโลยีอย่าง "บาร์โค้ด" และ "คิวอาร์โค้ด" ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง จนนำไปสู่ความกังวลว่า "ความเป็นลับ" ของการลงคะแนนจะถูกสั่นคลอนหรือไม่? และนี่จะเป็นชนวนเหตุให้การเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะเหมือนในอดีตหรือเปล่า?

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ออกมาไขก๊อกประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าในทางกฎหมายมหาชน การจะสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้นั้น "ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์" ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานทางทฤษฎี

"ลับ" ในคูหา กับ "รหัส" บนบัตร

ตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งโดยลับหมายถึงกระบวนการในขณะกากบาทต้องไม่มีใครเห็น ดร.ณัฐวุฒิ ชี้ว่าการมีรหัสบนบัตรไม่ได้ทำลายความลับในขณะนั้น ส่วนความกังวลเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในทางปฏิบัตินั้นทำได้ยากยิ่ง เพราะ กกต. มีระเบียบการแยกเก็บเอกสาร 3 ส่วนออกจากกันอย่างเด็ดขาด คือ บัตรเลือกตั้ง, ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อ การจะ "โยง" รหัสบนบัตรกลับไปหาชื่อคนได้ ต้องใช้คำสั่งศาลหรือมติ กกต. เพื่อนำเอกสารทั้ง 3 ส่วนมาประกอบกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปปกติ

โมฆะหรือไม่? ดูที่ "ความจริง" ไม่ใช่ "ทฤษฎี"

หากย้อนรอยอดีต การเลือกตั้งปี 2549 กลายเป็นโมฆะเพราะ "คูหาหันออก" จนคนอื่นมองเห็นการลงคะแนนได้ชัดเจน แต่กรณีบาร์โค้ดปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่ามีการล้วงข้อมูลหรือนำไปข่มขู่ผู้สิทธิ์เลือกตั้ง

"ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงในโลกความเป็นจริง หากไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ามีการนำข้อมูลมาชนกันเพื่อระบุตัวตนคนเลือก น้ำหนักที่จะสั่งโมฆะจึงแทบไม่มี" ดร.ณัฐวุฒิ ระบุ

การใช้เทคโนโลยีนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือ "ยันต์กันบัตรผี" ที่ช่วยระบุที่มาของบัตร ป้องกันการนำบัตรปลอมมาสอดไส้ หรือที่เรียกว่า "ไพ่ไฟ" ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการรักษาความปลอดภัย

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)

ข่าวล่าสุด

เปิดคำพิพากษายกฟ้อง ปม “ไตรรัตน์” ฟ้องค่าเสียหาย 4 กสทช.กว่า 40 ล้าน