"ปตท." กางโรดแมป ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ชูไทยฮับอาเซียน
ปตท. รุกธุรกิจ LNG Trading และเทคโนโลยี CCS มุ่งสร้างสมดุลความมั่นคงพลังงานและการลดคาร์บอน พร้อมแนะรัฐเร่งตั้งหน่วยงาน One Stop Service - ออกมาตรการจูงใจทางภาษี
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานและการลดคาร์บอน
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยแผนการดำเนินงานท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน โดยระบุว่า "ก๊าซธรรมชาติ" (Gas) ได้ขยับสถานะเป็นเชื้อเพลิงหลักของโลก (Destination Fuel) ที่จะมีการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน ปตท. จึงวางเป้าหมายยกระดับสู่ธุรกิจ LNG Trading ระดับสากล ตั้งเป้าปริมาณการค้า 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2035 โดยใช้ศักยภาพทางธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. และโครงสร้างพื้นฐานท่อส่งก๊าซและคลัง LNG Terminal ในไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน
เทคโนโลยี CCS หัวใจสำคัญสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
ในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ดร.คงกระพัน ระบุว่า เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 45% โดยมีแผนพัฒนาโครงการกักเก็บคาร์บอนลงใต้ทะเลในพื้นที่อ่าวไทยช่วงปี 2034-2035 รวมถึงการศึกษาโมเดลธุรกิจกักเก็บคาร์บอนจากต่างประเทศ เช่น อังกฤษและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจในอนาคต
แนะรัฐบาล ปลดล็อก 2 ปัจจัยหลัก หนุน CCS เกิดจริงในไทย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงบทบาทของรัฐบาลในการช่วยผลักดันโครงการดังกล่าว ดร.คงกระพัน ได้เสนอแนวทางสำคัญ 2 ประเด็นหลัก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
1. การบูรณาการใบอนุญาต (One Stop Service)
ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเลโดยตรง และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายกระทรวง ทำให้ขั้นตอนการขอใบอนุญาต (Permit) มีความซับซ้อน ปตท. จึงเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งหน่วยงานแบบ หน่วยงานเดียวที่รับผิดชอบเบ็ดเสร็จ เช่นเดียวกับความสำเร็จในอังกฤษและมาเลเซีย เพื่อลดขั้นตอนและเร่งรัดโครงการให้ทันต่อสถานการณ์โลก
2. การสร้างสมดุลระหว่างมาตรการจูงใจและบทลงโทษ (Incentive & Penalty)
รัฐบาลควรหาจุดสมดุลระหว่างการเก็บภาษีคาร์บอนกับการให้สิทธิประโยชน์ทางการค้า เนื่องจากในอนาคตจะมี "ต้นทุนในการไม่ลดคาร์บอน" เช่น มาตรการ CBAM ของยุโรป หรือการกีดกันทางการค้าอื่นๆ หากมีเพียงบทลงโทษหรือภาษีแต่ไม่มีการส่งเสริม จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
ข้อเสนอ : รัฐควรมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน (Incentive) เช่น การการันตีการลงทุนขั้นต่ำ หรือการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนต่อตันคาร์บอน (เทียบเคียงโมเดล Inflation Reduction Act ของสหรัฐฯ ที่สนับสนุน 70-80 เหรียญต่อตัน) เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีที่ยังมีต้นทุนสูงในช่วงแรก
"การลดคาร์บอนไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ หากภาครัฐสามารถบูรณาการการทำงานให้รวดเร็วและมีมาตรการจูงใจที่ชัดเจน ไทยจะมีศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านการกักเก็บคาร์บอนของภูมิภาคได้อย่างแน่นอน" ดร.คงกระพันกล่าว


