posttoday

จุดเปลี่ยนภาษีสหรัฐฯ สู่โอกาส 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหุ้นไทย

23 กุมภาพันธ์ 2569

4 กลุ่มหุ้นไทย “อิเล็กทรอนิกส์-อาหาร-สินค้าโภคภัณฑ์-ขนส่งและโลจิสติกส์” รับอานิสงส์ศาลฎีกายกเลิก Reciprocal Tariff แต้มต่อภาษี 19%

KEY

POINTS

  • ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ไทยเคยโดน 19% เป็นโมฆะ และถูกแทนที่ด้วยมาตรการใหม่ที่เก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าคือ 15% และมีข้อจำกัดมากขึ้น
  • การปรับลดอัตราภาษีดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกไทย โดยคาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกปี 2569 ขยายตัวได้ดีขึ้น
  • อุตสาหกรรม 4 กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากจุดเปลี่ยนทางภาษีครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, กลุ่มอาหาร, กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ และกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์

จากคำตัดสินครั้งสำคัญของศาลสูงสหรัฐฯ (SCOTUS) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ให้ภาษีที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ตามกฎหมาย IEEPA ปี 1977 เป็นโมฆะ ส่งผลให้ภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ไทยเคยเผชิญในอัตรา 19% สิ้นสุดลงทันที, แม้ทรัมป์จะตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการประกาศเก็บภาษี 15% ภายใต้ Section 122 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ได้สร้าง “แต้มต่อ” และแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ

นัยสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจาก 19% สู่ 15% 

บล.เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า การที่สหรัฐฯ เปลี่ยนมาใช้ Section 122 แทน IEEPA ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากมาตรการใหม่นี้มีข้อจำกัดที่ชัดเจนกว่าเดิม

  • เพดานภาษี ปรับขึ้นได้สูงสุดไม่เกิน 15% (ลดลงจากเดิมที่ไทยโดน 19%)
  • ระยะเวลา บังคับใช้ได้นานสูงสุดเพียง 150 วัน หากจะขยายเวลาต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
  • เงื่อนไข ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงปัญหาความไม่สมดุลของการชำระเงิน (Payments Imbalance)

ด้วยเหตุนี้ แรงกดดันจากการจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยจึงมีแนวโน้มลดลง และสร้างความผันผวนได้ชั่วคราวแต่แรงกดดันมีโอกาสเบากว่า Reciprocal Tariff

“นโยบายที่ยังไม่นิ่ง” ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง 

แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะเป็นบวก แต่ภาคธุรกิจและนักลงทุนยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจาก “เครื่องมือทางภาษี” อื่น ๆ ที่สหรัฐฯ อาจนำมาใช้ในอนาคต เช่น

  • Section 301 เพื่อตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม
  • Section 232 ภาษีเพื่อความมั่นคง (ที่เคยใช้กับกลุ่มเหล็กและรถยนต์)

ภาพรวมเศรษฐกิจ ส่งออกฟื้นตัวแต่ GDP อาจไม่เร่งแรง

บล.บัวหลวง มีมุมมองว่า ในเชิงมหภาค การปรับลดภาษีครั้งนี้ช่วยให้มุมมองการส่งออกปี 2569 ของไทยดูดีขึ้น โดยอาจขยายตัวได้ใกล้ 3% จากเดิมที่คาดไว้เพียง 1% กว่าๆ อย่างไรก็ตาม GDP ของประเทศอาจไม่ได้เร่งตัวแรงตามเป้า เนื่องจาก

1. การนำเข้ายังสูง ไทยยังต้องนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อการลงทุนในประเทศ
2. มูลค่าเพิ่ม (Value-added) การสร้างมูลค่าเพิ่มในกระบวนการผลิตในประเทศยังไม่สูงมากนัก

4 กลุ่มอุตสาหกรรมชูโรง ใครคือผู้ได้รับอานิสงส์?

บล.เอเซีย พลัส มองว่าเป็น “โอกาสทอง” ของกลุ่มอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย

  • กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ DELTA, HANA
  • กลุ่มอาหาร ได้แก่ TU, ITC)
  • กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ได้แก่ STA, IVL
  • กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ได้แก่ RCL, SJWD

บล.บัวหลวง ประเมินว่า การลดภาษีรอบนี้เป็น “sentiment play” มากกว่าการฟื้นตัวของกำไรจริง เพราะบริษัทส่วนใหญ่ผลักภาระภาษีไปยังลูกค้าได้อยู่แล้ว รอบนี้แรงเด้งอาจจำกัดกว่ารอบก่อน เพราะดีมานด์โลกยังไม่แข็งแรง

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 

  • KCE ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างจาก relocation ระยะยาว
  • HANA ระยะสั้นยังต้องระวังงบ
  • DELTA ยังแข็งแรงจากธีม AI แต่ valuation ค่อนข้างตึง

กลุ่มอาหารส่งออก 

  • ITC และ TU เคยรับแรงกดดันจากภาษี 19% เต็ม ๆ การลดเหลือ 15% ช่วยคลายแรงกดดัน margin โดยเฉพาะ ITC ที่มี flexibility สูงกว่า

อย่างไรก็ดี ช่วงแรกอาจเกิดภาวะ wait & see จากลูกค้า เพราะทุกฝ่ายยังไม่แน่ใจว่าภาษีจะถูกเปลี่ยนอีกหรือไม่

การยกเลิก Reciprocal Tariff เป็นข่าวดีที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกไทยอย่างชัดเจน แต่ท่ามกลางสงครามการค้าที่ยังไม่จบสิ้น การจับตานโยบายรายอุตสาหกรรมและการบริหารจัดการต้นทุนยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการอยู่รอด

ข่าวล่าสุด

"ปตท." กางโรดแมป ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด ชูไทยฮับอาเซียน