posttoday

นักวิชาการมธ. เตือน "สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์" เสี่ยงล้มโดมิโน

21 กุมภาพันธ์ 2569

นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกโรงเตือน สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ กว่า 3,800 แห่งทั่วประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงล้มเป็นโดมิโน ชง 2 มาตรการกู้วิกฤตด่วน

 

รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่น่ากังวลของ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ หลังในช่วงที่ผ่านมามีคำสั่งยุบเลิกไปแล้วถึง 10 แห่ง ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจสร้างแรงกระเพื่อมให้สมาคมที่เหลืออยู่อีก 3,839 แห่งทั่วประเทศ ต้องทยอยปิดตัวลงตามกันในลักษณะโดมิโน

 

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.อัจฉรา เน้นย้ำว่า รูปแบบกองทุนนี้ยังคงเป็น สวัสดิการชุมชน ที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เนื่องจากเป็นกลไกที่ช่วยรองรับกลุ่มคนที่ตกหล่นจากสวัสดิการของรัฐและการออมส่วนบุคคล เพียงแต่ต้องเร่งปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน

 

รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

เปิดปัจจัยเสี่ยง  ยุบสมาคมฌาปนกิจ

 

คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ระบุว่า ปัจจัยที่อาจนำไปสู่การล้มละลายของสมาคมต่างๆ ประกอบด้วย

 

  • ความตื่นตระหนกของสมาชิก: ข่าวการ ยกเลิกสมาคมฌาปนกิจ ทำให้สมาชิกแห่งอื่นๆ เกิดความไม่มั่นใจ รู้สึกไม่คุ้มค่า และตัดสินใจหยุดส่งเงินสมทบ

 

  • ปัญหาความโปร่งใสและประสิทธิภาพ: บางแห่งมีการสื่อสารคลาดเคลื่อนจนประชาชนเข้าใจผิดว่ากองทุนนี้คือการออมเงินที่ได้รับดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังพบปัญหาผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจนเกิดความเสี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน นำเงินฌาปนกิจไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และขาดการกันเงินสำรอง (Buffer) สำหรับกรณีฉุกเฉิน

 

  • ผลกระทบจากโครงสร้างประชากร: การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ทำให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น ในขณะที่เด็กเกิดใหม่และวัยแรงงานลดลง ส่งผลให้ไม่มีสมาชิกใหม่เข้ามาเติมเงินในระบบ

 

ชง 2 มาตรการเร่งด่วน ยกระดับ สวัสดิการชุมชน

 

เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน นักวิชาการ มธ. ได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐอย่างน้อย 2 ประเด็น ได้แก่

 

1. ตั้งองค์กรอิสระกำกับดูแล (โมเดล คปภ.)

ภาครัฐควรออกกฎหมายจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อเข้ามากำกับดูแล สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยเฉพาะ เพื่อกำหนดมาตรฐานและธรรมาภิบาล คล้ายกับการทำงานของสำนักงาน คปภ. ที่ดูแลบริษัทประกันชีวิต โดยกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่น อัตราเงินทุนสำรอง และการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า 20-30 ปี

 

นอกจากนี้ ควรมีตัวชี้วัด (Indicator) เพื่อจัดระดับสถานะของกองทุน (เช่น ระดับ A หรือ AA) และเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจก่อนสมัครเป็นสมาชิก หากพบว่าสมาคมใดอยู่ในเกณฑ์เสี่ยง จะได้สามารถเข้าไปให้คำแนะนำและแก้ไขได้ทันท่วงที

 

2. สร้างเครือข่ายทลายไซโลหน่วยงานรัฐ

รัฐควรสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างสมาคมในพื้นที่ เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะสมาคมขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงขาดสภาพคล่อง การมีเครือข่ายยังช่วยเพิ่มกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจด้วย

 

ที่ผ่านมา ปัญหาสำคัญคือการทำงานแบบต่างคนต่างทำ (Silo) เนื่องจาก อปท. ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย ขณะที่สมาคมฯ อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งขาดการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาในระดับพื้นที่ได้อย่างตรงจุด

 

หากถูกสั่งยุบ สมาชิกจะ ได้เงินคืนไหม?

 

สำหรับประเด็นที่ประชาชนสงสัยว่า หากสมาคมถูกยุบเลิกตามที่เป็นข่าว จะได้เงินคืนไหม รศ.ดร.อัจฉรา อธิบายว่า ตามกฎหมายแล้ว เงินดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาเฉลี่ยจ่ายคืนให้สมาชิกเป็นเงินสดได้ แต่สามารถใช้วิธีโอนเงินทุนทั้งหมดไปยังสมาคมอื่นเพื่อให้ดำเนินการดูแลสมาชิกต่อแทน

 

ทั้งนี้ ต้องพิจารณาเงื่อนไขการเก็บเงินของแต่ละสมาคมประกอบด้วย หากเป็นการเก็บเงินเฉพาะเมื่อมีผู้เสียชีวิตเป็นรายครั้ง (ไม่มีการเก็บเงินสำรองกองกลางไว้) กรณีนี้จะไม่สามารถรับเงินคืนได้ แต่สมาชิกยังคงมีสิทธิไปสมัครเข้าร่วมกับสมาคมอื่นๆ ได้ตามปกติ

 

ข่าวล่าสุด

สธ. ชู 'ระบบสุขภาพดิจิทัล' ยกระดับแอปหมอพร้อม-AI ทางการแพทย์