เปิดคำพิพากษาประหารชีวิต "แอม ไซยาไนด์" วางยา “สารวัตรปู”
ศาลอาญา พิพากษาประหารชีวิต แอม ไซยาไนด์ วางยาฆ่า “สารวัตรปู” ก่อนเหลือคุกตลอดชีวิต ชี้เจตนาฆ่าโดยไตรตรองไว้ก่อน
20 ก.พ. 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาจำเลย คดีหมายเลขดำ ที่ อ.77/2568 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ แอม ไซยาไนด์ อายุ 37 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นฯ
อัยการโจทก์ยื่นฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 66 เวลากลางวัน จำเลยได้วางแผนตระเตรียมการ โดยได้ใส่สารพิษไซยาไนด์ ปลอมปนในอาหาร ยาหรือเครื่องดื่มให้ พ.ต.ต.หญิงนิภา แสนจันทร์ หรือ สารวัตรปู ดื่ม รับประทาน หรือเสพสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีใดไม่ปรากฏชัดในปริมาณมากพอ เป็นเหตุให้ พ.ต.ต.หญิงนิภา ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อเอาผลประโยชน์ของจำเลย ที่จำเลยได้กระทำผิดฐานฉ้อโกงไว้ต่อผู้ตาย ทั้งนี้เพื่อปกปิดความผิดของจำเลยเอง เหตุเกิดที่ ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม
อัยการโจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2566 เวลากลางวัน จำเลยได้วางแผนและตระเตรียมการ โดยใส่สารพิษไซยาไนด์ปลอมปนในอาหาร ยา หรือเครื่องดื่ม ให้ พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ หรือ “สารวัตรปู” รับประทานหรือดื่มเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมาก ด้วยวิธีการที่ไม่ปรากฏแน่ชัด เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามเจตนาฆ่า โดยมีมูลเหตุจูงใจเพื่อหวังผลประโยชน์ และเพื่อปกปิดความผิดฐานฉ้อโกงที่จำเลยได้กระทำต่อผู้ตาย เหตุเกิดที่ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัวจำเลยมาจากทัณฑสถานหญิงกลางมายังศาลเพื่อรับฟังคำพิพากษา
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ผู้ตายรับราชการเป็นตำรวจอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และทุกวันหยุดจะกลับบ้านที่จังหวัดนครปฐม เพื่อมาหามารดา และมีความต้องการจะกลับมารับราชการที่บ้านเกิดเพื่อดูแลแม่ที่มีอาการป่วยหลายโรค
ในวันเกิดเหตุ พยานหลักฐาน บ่งชี้ว่าจำเลยและผู้ตายได้นัดพบกันที่ร้านข้าวมันไก่ ใกล้เคียงกับ องค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม พยานที่ทำงานร้านข้าวมันไก่เบิกความว่า ผู้ตายกับจำเลยไปเข้ามารับประทานอาหารในร้าน ระหว่างเสิร์ฟน้ำเห็นจำเลยนั่งอยู่คนเดียว และผู้ตายไปเข้าห้องน้ำ โดยจำเลยจะเป็นคนรินน้ำใส่แก้วทั้งสองแก้ว ก่อนที่ผู้ตายจะเดินกลับมา และทานอาหารร่วมกัน จากนั้นผู้ตายได้มีการสั่งข้าวมันไก่กลับบ้านจำนวน 3 ห่อ ตรงกับที่แม่ของผู้ตายเบิกความว่าวันเกิดเหตุลูกสาวโทรมาบอกว่าไม่ต้องทำกับข้าวได้ซื้อข้าวมันไก่มาให้แล้ว
หลังจากผู้ตายออกจากร้านไปได้ไม่นาน ผู้ตายเป็นลมล้มลงก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ภายหลังจากการชันสูตร พบแพทย์ระบุว่าพบ สารไซยาไนด์ภายใน และร่างกายผู้ตาย โดยพบในกระเพาะ และปัสสาวะ จึงเชื่อว่าผู้ตายถูกวางยาไม่นาน ก่อนเสียชีวิต
ทั้งนี้จำเลยกล่าวอ้างว่าในวันเกิดเหตุตนเอง ขับรถไปซื้ออาหารใกล้เคียงกับตลาดแถวนั้น ก่อนที่ในช่วงเย็น จำเลยจะอ้างว่าเดินทางไปหัวหินมีหลักฐานจากแอปพิเคชั่นกูเกิ้ลแมพ ไม่ได้นัดพบกับผู้ตาย และจำเลยอ้างว่าถูกตำรวจขู่เข็ญให้เบิกความตาม และมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงไม่ให้การในชั้นสอบสวน ทั้งที่ตอนนั้นจำเลยมีทนายความแล้วเชื่อว่าจะไปจัดเตรียมหลักฐานคำให้การ ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่พยานเบิกความสอดคล้องกันว่าจำเลยได้ไปพบผู้ตายจริงที่ร้านข้าวมันไก่ เพราะตำรวจชุดสืบสวนมีทั้งพยานหลักฐาน และพยานแวดล้อมสนับสนุน ทั้งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และภาพรถยนต์ของจำเลยจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง อย่างไรก็ตามจากหลักฐานดังกล่าวยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง
มีปัญหาต้องวินิจฉัย ว่าจำเลยครอบครองสารไซยาไนด์จริงหรือไม่
จากการสอบสวน พบว่า ในวันที่ 9 ส.ค. 2565 พบหลักฐานว่าจำเลยสั่งซื้อไซยาไนด์ร้านค้าแห่งหนึ่ง และให้จัดส่งด่วนอ้างว่าจะนำมาใช้ทดลอง โดยจัดส่งข้างโรงเรียนอนุบาล ผ่านบริษัทขนส่งรายหนึ่ง ที่ได้มีการ เป็นหลักฐานการส่งมอบถ่ายรูปหลักฐานการส่งมอบสินค้าให้กับจำเลย โดยติดรถสภาพรถของจำเลยรวมถึงเห็นกระเป๋าจำเลยภายในรถ ซึ่งมาตรวจสอบภายหลังว่าเป็นรถของจำเลยและไม่พบนายแด้ในรถยนต์ตามจำเลยอ้างว่า จำเลยสั่งซื้อไซยาไนด์ให้ ”นายแด้“ ซึ่งเป็นแฟนใหม่ของจำเลย สอดคล้องกับบัญชีธนาคารของจำเลยที่มีการ โอนเงินให้กับร้านค้าขายสารไซยาไนด์ และต่อมาในวันเดียวกัน มีคนเสียชีวิตจากสารไซยาไนด์ จำเลยอ้างว่าไปซื้อไซยาไนด์ให้นายแด้และนายแด้นั่งในรถด้วยกัน เป็นการโยนความผิดให้นายแด้ที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งมีลักษณะการเสียชีวิตแบบเดียวกันกับผู้เสียชีวิตรายอื่นจากสารไซยาไนด์
อย่างไรก็ตามพนักงานสอบสวนสอบคำให้การญาติของนายแด้ ภายหลังจากเสียชีวิต จำเลยได้เดินทางมาที่บ้านของนายแด้เมื่อพบกับญาติพร้อมยื่นถุงสีดำวานให้นำถุงดำดังกล่าวไปฝังทำลาย แต่ญาติของนายแด้เห็นภาพข่าวผ่านโทรทัศน์ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตจากสารไซยาไนด์จึงไม่กล้านำถุงดังกล่าวไปฝังทิ้ง และมาเปิดถุงดังกล่าวภายหลังพบว่าในถุง มีเข็ม ขวดสีขาว กรอบป้ายทะเบียนรถ ใบมรณะของนายแด้
ทั้งนี้จากคำเบิกความ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ นักวิชาการด้านสารเคมี ได้รับหนังสือจากตำรวจขอให้ตรวจพิสูจน์หลักฐาน ที่ตำรวจตรวจยึดจากจำเลย และพบว่ามีสารไซยาไนด์อยู่จริง ข้อเท็จจริง จึงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ครอบครองสารไซยาไนด์ และจำเลยเป็นคนอยู่กับผู้ตายเป็นคนสุดท้าย และผู้ตายเพิ่งออกจากร้านข้าวมันไก่หลังพบกับจำเลยได้เพียงไม่นานก็เสียชีวิต น่าเชื่อว่ายังไม่ได้พบกับคนอื่นๆ
จากการตรวจสอบและคำเบิกความพยาน พบว่าจำเลยเคยยืมเงินผู้ตายเป็นเงินจำนวน 50,000 บาท ใช้คืนไปแล้ว 20,000 บาท พร้อมทั้งผู้ตายต้องการ ให้ พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.สวนผึ้ง อดีตรอง ผกก.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี สามีเก่าของจำเลยโยกย้ายผู้ตาย ให้กลับมารับราชการที่จ.นครปฐม จากการตรวจสอบของพนักงานสอบสวนพบว่าผู้ตายจะไปพบจำเลยไม่กี่วัน ผู้ตายได้ถอนเงินจำนวน 140,000 บาท แต่ภายหลังการเสียชีวิตญาติและตำรวจไม่พบเงินจำนวนดังกล่าว กลับพบบัญชีของจำเลยมีการฝากเงินจำนวนสองครั้ง ครั้งแรก 47,000 บาท ครั้งที่สอง 93,000 บาท ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนเงินของผู้ตายที่หายไป ประกอบกับจำเลย มีพฤติกรรมติดพนันออนไลน์อย่างมาก มีการโอนเงินเข้าออกบัญชีม้า ของเว็บพนันออนไลน์หลายบัญชี วงเงินมากกว่า 93 ล้านบาท โดยเสียเงินให้กับพนันออนไลน์ 10 ล้านบาท และมีหนี้บัตรเครดิต 2 ล้านบาท หนี้สินเชื่อออนไลน์อีก 3 ล้านบาท
ดังนั้นพยานหลักฐาน แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ต้องการชำระเงินคืนผู้ตาย และการที่จำเลยแบ่งเงินโอนเข้าธนาคารจำนวนสองครั้งเป็นการวางแผนเพื่อไม่ให้มีพิรุธ การกระทำของจำเลยเป็นการไตร่ตรอง อำพรางซ่อนเร้น พยานหลักฐานของโจทก์ มีน้ำหนัก มั่นคงน่าเชื่อถือ
พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตาม กฎหมายอาญามาตรา 289 (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นโทษบทหนักสุด ลงโทษประหารชีวิต แม้ในชั้นสอบสวนจะไม่ให้การใดแต่ในชั้นศาล ยังพอให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ศาลมีเหตุบรรเทาโทษรถโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกตลอดชีวิต และให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.2084/2566
โดยบรรยากาศภายในห้องพิพากษาผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ได้เข้าร่วมรับฟังคำพิพากษาคดีนี้ด้วย ส่วน นางสรารัตน์ หรือแอม ที่ตัดผมสั้นใส่แว่นสายตา ใส่ชุดผู้ต้องขังหญิง มีการ ปรึกษาคุยกับทนายเป็นระยะและยิ้มแย้มเป็นบางครั้ง ในช่วงที่ศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จแอมได้หันไปพูดคุยกับทนายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ส่วนทางด้านครอบครัวของผู้ตายได้ร้องไห้ออกมาทันทีหลังที่ศาลอ่านคำพิพากษาลงโทษ
ลงโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นโทษบทหนักสุด แม้ในชั้นสอบสวนจะไม่ให้การใดแต่ในชั้นศาล ยังพอให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ศาลมีเหตุบรรเทาโทษรถโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกตลอดชีวิต และให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขดำดำ อ.2084/2566
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 67ศาลอาญามีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตแอมไซยาไนด์กรณีใส่สารพิษไซยาไนด์ ในน้ำดื่มให้น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ หรือก้อย ดื่มจนถึงแก่ความตาย.


