CIB ทลายแก๊ง “King Power Gold” แอบอ้างแบงก์ดัง หลอกลงทุนข้ามชาติ
"ตำรวจสอบสวนกลาง" ทลายแก๊งหลอกลงทุนข้ามชาติ “King Power Gold” แอบอ้างแบงก์ดังสร้างโปรไฟล์หรู ลวงเหยื่อ เงินหมุนเวียน 300 ล้าน
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดปฏิบัติการทลายขบวนการหลอกลวงลงทุนข้ามชาติในชื่อ “King Power Gold” แอบอ้างร่วมลงทุนกับธนาคารชั้นนำ สร้างภาพลักษณ์หรู เสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติ ลวงเหยื่อทั้งชาวไทยและต่างชาติ พบมีเงินหมุนเวียนกว่า 300 ล้านบาท ผู้เสียหายกว่า 400 ราย
จับ 6 ผู้ต้องหาร่วมขบวนการหลอกลงทุนข้ามชาติ
ปฏิบัติการดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา บก.ปอศ. โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยาได้รวม 6 ราย
1.นางสาวพรพฤหัส อายุ 49 ปี
2.นางสาวทองใบ
3.นางฆัมพร
4.นางสาวมนัญชยา
5.นางสาวธิดารัตน์
6.นายแบรดลี่ (MR.BRADLEY) สัญชาติอังกฤษ อายุ 52 ปี
ฐานความผิด “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”
อ้างนักเทรดโลก อ้างชื่อแบงก์ดัง เสนอผลตอบแทนสูงลิ่ว
พฤติการณ์คดีสืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้เสียหายเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ว่าถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนเทรดหุ้น โดยกลุ่มผู้ต้องหาอ้างตนเป็นนักเทรดหุ้นระดับโลก และเปิดบริษัท “คิง พาวเวอร์โกลด์ บิสิเนส ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด” เป็นฉากบังหน้า สร้างความน่าเชื่อถือว่าได้ร่วมลงทุน (Joint Venture) กับธนาคารชั้นนำของไทย พร้อมเสนอผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 181–3,680 ต่อปี
กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายสำคัญคือผู้เกษียณอายุชาวต่างชาติที่มีเงินเก็บและต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณในประเทศไทย โดยหนึ่งในผู้ต้องหาหลักเปิดร้านอาหารและบาร์ในพื้นที่พัทยาใต้ ใช้เป็นจุดเข้าหาเหยื่อ และยังมีการจัดงานชักชวนระดมทุนตามโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว และร้านอาหารชื่อดัง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความมั่นคงของโครงการลงทุน
จากนั้นจะชักชวนผู้เสียหายเข้ากลุ่มไลน์และแอปพลิเคชัน WhatsApp ส่งตารางปันผลและเอกสารทางการเงินปลอม พร้อมมีผู้แอบอ้างเข้ามาการันตีผลตอบแทน รวมถึงจัดทำสัญญาที่อ้างว่าเป็น “ประกันการลงทุน” ซึ่งภายหลังตรวจสอบพบว่าเป็นเพียงกรมธรรม์ประกันชีวิตทั่วไป ไม่ใช่ประกันการลงทุนตามที่กล่าวอ้าง
หมุนเงินแบบแชร์ลูกโซ่ ก่อนเช็คเด้ง
เมื่อถึงกำหนดจ่ายผลตอบแทน กลุ่มผู้ต้องหาจะบ่ายเบี่ยง อ้างปัญหาระบบธนาคารและเงื่อนไขด้านภาษี จนผู้เสียหายเริ่มสงสัยและขอคืนเงินลงทุน แต่กลับได้รับเช็คค้ำประกันที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ เนื่องจากบัญชีถูกปิดไปแล้ว
ผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาไม่ได้มีการนำเงินไปลงทุนจริง แต่ใช้วิธีนำเงินจากผู้เสียหายรายใหม่มาจ่ายหมุนเวียนให้ผู้เสียหายรายเดิมในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ทำให้มีผู้เสียหายหลงเชื่อมากกว่า 400 ราย มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นรวมกว่า 300 ล้านบาท
แบ่งหน้าที่ชัด ใช้บัญชีกว่า 100 บัญชี
จากการสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ตั้งแต่หัวหน้าขบวนการ ผู้ทำหน้าที่ชักชวนและสร้างความน่าเชื่อถือ ผู้ดูแลกลุ่มแชต ผู้บริหารเอกสารและการประชุม ไปจนถึงผู้มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทเพื่อออกเช็คค้ำประกัน โดยใช้บัญชีธนาคารมากกว่า 100 บัญชี มีเงินหมุนเวียนรวมกว่า 300 ล้านบาท และปลายทางเงินส่วนใหญ่ถูกถอนออกเป็นเงินสด
ตรวจค้น 2 จังหวัด ยึดพยานหลักฐานจำนวนมาก
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. ระดมกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดนครราชสีมา สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบ 6 ราย พร้อมตรวจยึดพยานหลักฐานสำคัญ 7 รายการ อาทิ เอกสารแผนการลงทุนและรายชื่อนักลงทุนจำนวนมาก โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ สมุดบัญชีธนาคาร สมุดเช็ค และเช็คเงินสดรวมมูลค่าหลายพันล้านบาท
เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงชัดเจน และอยู่ระหว่างขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมถึงติดตามผู้ต้องหาที่ยังหลบหนี
เตือนประชาชนระวังลงทุนผลตอบแทนสูงผิดปกติ
ตำรวจสอบสวนกลาง ขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังการลงทุนกับบริษัทหรือบุคคลที่อ้างให้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาสั้น ซึ่งเป็นอัตราที่สูงผิดปกติ มิจฉาชีพมักใช้การอ้างชื่อหน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน หรือองค์กรต่างประเทศเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หากพบพฤติการณ์น่าสงสัยสามารถแจ้งข้อมูลหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กก.4 บก.ปอศ. เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อในลักษณะดังกล่าว


