แม่สอดสะอื้น! จับอดีตสส. “ปอนด์ รัชต์พงศ์" โยง "สแกมเมอร์ข้ามชาติ"
การจับกุมอดีต สส.แม่สอด ไม่ใช่คดีเดี่ยว แต่สะท้อนโครงข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติฝังรากในเมืองชายแดน โยงระบบส่วย การเมือง และความมั่นคงไทย
นายภาสกร จำลองราช นักข่าวอิสระ ผู้ก่อตั้ง เพจ ‘สำนักข่าวชายขอบ’ ได้โพสต์ข้อความมีเนื้อหาดังนี้
การจับกุม “ปอนด์”รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัครสส.พรรคประชาชนและอดีตสส.เขตแม่สอด จ.ตาก ไม่ได้เกินความคาดหมายของหลายๆคนเพราะรู้อยู่ว่าข้อมูลของปอนด์ตกอยู่ในมือของหน่วยงานด้านความมั่นคงพักใหญ่แล้ว เพียงแต่ผู้มีอำนาจเหนือองค์กรราชการที่มีอำนาจจะหยิบมาดำเนินการในวันใดก็เท่านั้น
การเมืองไทยก็หนีไม่พ้นกรอบเดิมๆที่มี “ผลประโยชน์ทางการเมือง”เป็นตัวตั้ง ทั้งๆที่ความจริงเรื่องนี้ควรดำเนินการเสร็จสิ้นไปนานแล้ว แต่กลับรอจังหวะทางการเมือง
จริงแล้วไม่ว่าปอนด์จะเป็นเพียงผู้เล่นพนันหรือเจ้าของเว็บไซต์พนัน หรือจะมีผลประโยชน์อื่นๆที่เชื่อมโยงอยู่กับขบวนการต้มตุ๋นหลอกลวงและอาชญากรรมข้ามชาติอีกหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงก็คือเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศสีเทา-ดำอันใหญ่โตในเมืองแม่สอด
ถ้าหากหน่วยงานราชการทำหน้าที่จริงๆจังๆตรวจสอบผู้สมัครสส.ในพื้นที่แม่สอด เผลอๆอาจจะได้ “ตัวการ”สำคัญที่หากินเชื่อมโยงอยู่กับธุรกิจสีเทา-ดำฝั่งเมียวดีอีกก็ได้
การโกงกินและระบบส่วยในแม่สอดนั้นใหญ่โตมาก ซึ่งปกติเมืองชายแดนมีปัญหาเรื่อง “สินบน”แทบทุกพื้นที่อยู่แล้ว แต่เมื่อพื้นที่แม่สอดกลายเป็นเมืองคู่แฝดกับเมืองเมียวดีที่มีสแกมเซ็นเตอร์ตลอดริมแม่น้ำเมยซึ่งอยู่ในความดูแลของกองกำลังกะเหรี่ยงเทา-ดำคือ BGF(Karen Border Guard Force) และ DKBA (Democratic Karen Benevolent Army) ทำให้การทุจริจคอรัปชั่นเบ่งบานถึงขีดสุด เงินจากธุรกิจเมืองสแกมไหลเวียนอยู่ในแม่สอด ทั้งในรูปแบบส่วยที่ส่งให้เจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับชุมชน-หมู่บ้านไปจนถึงระดับหัวหน้าส่วนราชการของอำเภอสู่จังหวัด
และถูกส่งต่อสูงขึ้นไปตามลำชั้น ทะลุเข้าไปถึงส่วนกลาง ทั้งนักการเมืองระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ จากสถานีตำรวจไปถึงนายตำรวจใหญ่ จากรั้วแม่สอดไปจนถึงบิ๊กทหาร หน่วยงานด้านจัดเก็บภาษี แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ในองค์กรตรวจสอบการทุจริตของชาติ เมื่อไปลงพื้นที่ก็ยังอุตส่าห์ไปมีส่วนร่วมใน “มาร์เก็ตแชร์”นี้ด้วย
เม็ดเงินปริมาณมหาศาลจากธุรกิจต้มตุ๋นหลอกลวงกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแม่สอดตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงระดับองค์กรธุรกิจ ข้าวของที่ถูกส่งข้ามฟากในแต่ละวัน ธุรกิจก่อสร้าง ปั้มน้ำมัน(แม้ถูกห้ามแต่การลักลอบเกิดขึ้นมากมาย) ระบบธนาคาร ฯลฯ ทั้งหมดเชื่อมร้อยกันเป็นห่วงโซ่
คนที่น่าเห็นใจมากที่สุดคือ “ชาวแม่สอด”เพราะเดิมทีเมืองแม่สอดมีเป้าหมายเป็นเมืองค้าขายคูแฝดกับเมืองเมียวดี ด้วยชัยภูมิที่ดีกลายเป็นประตูสู่ประเทศพม่า แต่ทำไปทำมาเมื่อเมืองเมียวดีกลายเป็นแหล่งสแกมเซ็นเตอร์ ขณะที่เมืองแม่สอดกลายเป็นระเบียงและประตูให้เหล่าอาชญากรรมข้ามชาติ
ยิ่งมาเจอระบบราชการที่อ่อนแอและระบบการเมืองที่เละเทะ ทำให้เป้าหมายของชาวแม่สอดกลายเป็นอื่น จนทุกวันนี้เสียงของชาวแม่สอดที่แท้จริงถูกกลบหายด้วยเรื่องความฉาวโฉ่ ทั้งๆที่มีเพียง “โก”และ “พ่อเลี้ยง”ต่างๆไม่กี่คนที่เป็นคนแม่สอดที่ได้ประโยชน์
ตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาชาวต่างชาติหลายหมื่นคนถูกพาข้ามแม่น้ำเมยอันเป็นเส้นพรมแดน ไปยังฝั่งเมียวดีได้อย่างสะดวก ทั้งๆที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย คนเหล่านี้ถูกนำตัวสนามบินสุวรรณภูมิและพื้นที่อื่นๆ เช่น คิงโรมันส์ ปอยเปต เข้าสู่เมืองแม่สอดได้ทั้งๆที่มีด่านตำรวจและด่านความมั่นคงอย่างน้อย 3 ด่านระหว่าง อ.เมือง จ.ตาก สู่ อ.แม่สอด
ครั้งหนึ่งช่วงการสู้รบชิงเมืองเมียวดีระหว่างกองทัพพม่ากับทหาร KNU(Karen National Union) ปรากฏว่าค่ำคืนหนึ่งที่พักในแม่สอดเต็มหมดเพราะถูกคนจีนกันเนืองแน่น เนื่องจากมีการข่มขู่ว่าทหารพม่าจะทิ้งระเบิดลงชเวโก๊กโก่และเคเค ปาร์ค แต่พอวันรุ่งขึ้นคนเหล่านี้หายวับไป เพราะมีข้อมูลว่าทหารพม่าไม่มาทิ้งระเบิดแล้ว
สถานการณ์คลื่นมนุษย์นับหมื่นๆคนที่เข้าสู่แม่สอดและข้ามแดนไปยังฝั่งเมียวดีได้ สะท้อนความใหญ่โตของระบบส่วยได้ชัดแจ๋ว เช่นเดียวกับกรณีที่มีคลิปเผยแพร่ชาวต่างชาติถูกขบวนการค้ามนุษย์บังคับพาข้ามฟากจากซอยจากัวร์ ฝั่งแม่สอดไปเมียวดี ซึ่งมีภาพขบวนการค้ามนุษย์กันเห็นๆ ทุกวันนี้เหล่ามิจฉาชีพกลุ่มนี้ก็สามารถกลับมาทำงานได้เป็นปกติ
ขณะที่ FBI หรือสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯได้ลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลไว้ เชื่อว่าอีกไม่นานประเทศไทยคงได้ฉาวไปทั่วโลกอีกครั้ง หากเอกสารหลักฐานเหล่านี้ถูกปล่อยออกมา
ดังนั้นการที่ตำรวจไซเบอร์จับกุมนายรัชต์พงศ์ จึงเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของ หรือเป็นเพียงยอดพีระมิดของธุรกิจสแกมที่โยงใยอยู่ในแม่สอดและสังคมไทย ซึ่งการจะแก้ปัญหานี้ได้ต้อง “ยกเครื่อง”ใหญ่หลายระดับ ที่สำคัญคือต้องมีเจตจำนงค์ที่แน่วแน่
แม่สอดเป็นเมืองชายแดนที่สลับซับซ้อนด้วยสถานการณ์ต่างๆ เพราะอยู่ติดกับพื้นที่สู้รบระหว่างฝ่ายต่อต้านที่นำโดย กองกำลังกะเหรี่ยง KNU(Karen National Union) และ PDF( People's Defence Force) กับกองทัพพม่าแล้ว ปัจจุบันทั้ง จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ฯลฯต่างส่งหน่วยข่าวของตัวเองมาฝังตัวอยู่เพื่อติดตามปัญหาสแกมเมอร์ เพราะประชาชนของเขาถูกหลอกมา
แม่สอดกลายเป็นสนามประลองยุทธ์กันระหว่างจีนและสหรัฐฯซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีพันธมิตร ทำให้สถานการณ์การสู้รบและปัญหาสแกมพัวพันกันอิลุงตุงนัง กลายเป็นเกมการต่อรองและสร้างเป็นเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งจุดล่อแหลมของบ้านเมือง แต่รัฐบาลไทยกลับเนือยนิ่งโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศและสภาความมั่นคงแห่งชาติ
สถานการณ์ในเมืองชายแดนแม่สอดไปไกลมากกว่าการจับกุมอดีต สส.ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง การเลือกตั้ง สส.เที่ยวนี้ ถ้าบ้านเมืองได้นักการเมืองเทาๆ ได้พรรคการเมืองเทาๆเข้าไปบริหารประเทศ ชาวแม่สอดและสังคมไทย คงต้องสะอื้นกันไปอีกนาน


