ครม. เห็นชอบ "ปฏิญญาริยาด" หนุนอุตสาหกรรมยั่งยืน–คุมค้าสัตว์ป่า
ครม. เห็นชอบ “ปฏิญญาริยาด” หนุนอุตสาหกรรมยั่งยืน–พลังงานสะอาด พร้อมกรอบท่าทีไทย CoP20 คุมค้าสัตว์ป่า-พืชป่าหายาก
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่าง "ปฏิญญาริยาด" เพื่อยืนยันจุดยืนของไทยในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน โดยเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส และการเร่งรัดการใช้พลังงานสะอาด
- ครม. ได้อนุมัติกรอบท่าทีของประเทศไทยในการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES CoP20) เพื่อป้องกันและปราบปรามการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
- ไทยจะใช้ท่าทีอย่างรอบคอบในการประชุม CITES โดยจะ "สงวนท่าที" ในประเด็นที่อาจกระทบต่อกฎหมายภายใน เช่น การจัดการสต็อกงาช้างและเสือในกรงเลี้ยง แต่จะสนับสนุนข้อเสนอที่มีข้อมูลชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรการของไทย
ครม. เห็นชอบร่าง “ปฏิญญาริยาด” (Riyadh Declaration) ในการประชุม UNIDO GC-21 เพื่อยืนยันบทบาทของไทยในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส เร่งพลังงานสะอาด และยกระดับบทบาทของประเทศกำลังพัฒนา
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาและเห็นชอบร่างปฏิญญาริยาด ซึ่งประเทศไทยจะประกาศรับรองในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 21 ขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ระหว่างวันที่ 23–27 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยรองนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม ได้พิจารณาและเห็นชอบก่อนเสนอเข้าสู่ ครม.
ร่างปฏิญญาฯ เน้นวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศสมาชิกในการผลักดัน “การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครอบคลุมและยั่งยืน” พร้อมรับมือความท้าทายสำคัญ เช่น ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน การขาดแคลนทรัพยากร ภาวะโลกร้อนและความสูญเสียจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงผลกระทบห่วงโซ่อุปทานหลังโควิด-19 โดยมีสามประเด็นหลัก ได้แก่ การส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน การใช้นวัตกรรมลดความหิวโหยและเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเร่งพลังงานหมุนเวียนพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
นอกจากนี้ ปฏิญญาฯ ยังให้ความสำคัญกับบทบาทสตรีในภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมในปี 2050 และการสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของ UNIDO
รองโฆษกฯ ระบุด้วยว่า การร่วมรับรองปฏิญญาฯ สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะประเทศสมาชิก UNIDO ที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทย พัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายใต้วาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน ค.ศ. 2030 รัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับนานาชาติและหน่วยงานของ UNIDO เพื่อให้ไทยก้าวสู่ “อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน การผลิตที่แข่งขันได้ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ” พร้อมเสริมบทบาทไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก
ย้ำบทบาทไทยในเวทีโลก-ใช้ไซเตส (CITES) สกัดค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลไทยได้เห็นชอบร่างกรอบท่าทีต่อการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 20 (CoP20) ระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน – 5 ธันวาคม 2568 ณ เมืองซามาร์คันด์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน โดยมีอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประมง และกรมวิชาการเกษตร
กรอบท่าทีของไทยมุ่งปกป้องทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าหายาก ลดและปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการค้าที่ยั่งยืน เพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจและชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากร
ไทยจะใช้สิทธิอย่างรอบคอบต่อประเด็นสำคัญ เช่น การลักลอบค้าเต่าบก–เต่าน้ำจืด การจัดการสต็อกงาช้าง และสัตว์ตระกูลเสือในกรงเลี้ยง โดยจะ “สงวนท่าที” หากมาตรการอาจส่งผลกระทบต่อกฎหมายภายในและภาคเอกชน แต่จะสนับสนุนข้อเสนอที่มีข้อมูลครบถ้วนและสอดคล้องกับกฎหมาย เช่น การปรับปลากระเบนบางชนิดไปอยู่ในบัญชีคุ้มครองสูงสุด ขณะเดียวกันจะไม่สนับสนุนข้อเสนอที่อาจสร้างภาระต่อการค้าและตรวจสอบแหล่งที่มา เช่น การบรรจุปลาไหลทุกชนิดในสกุล Anguilla ไว้ในบัญชี 2
ประเด็นสำคัญที่ไทยใช้สิทธิในที่ประชุม
คุมเข้มเต่าบก–เต่าน้ำจืด และการลักลอบค้า ไทยจะ “สงวนท่าที” ต่อร่างมติและข้อตัดสินใจเรื่องเต่าบก–เต่าน้ำจืด แม้เห็นด้วยกับการปราบปรามการค้าผิดกฎหมาย แต่ต้องพิจารณาผลกระทบต่อกฎหมายภายใน และความพร้อมด้านการบังคับใช้ในประเทศด้วย
จัดการสต็อกงาช้าง-ป้องกันสวมสิทธิ์งาช้างป่า โดยในประเด็นการจัดการสต็อกงาช้าง ไทยมีท่าที “สงวนท่าที” ต่อร่างมติที่อาจทำให้ต้องเพิ่มมาตรการควบคุมสต็อกอย่างเข้มงวดขึ้น เนื่องจากไทยยังมีการค้าภายในประเทศ และต้องป้องกันการนำงาช้างป่ามาสวมสิทธิ์เป็นงาช้างบ้าน ควบคู่กับการปราบปรามการลักลอบนำเข้า
เสือในกรงเลี้ยง-ลดความเสี่ยงสู่การค้าผิดกฎหมาย ในประเด็นสัตว์ตระกูลเสือในกรงเลี้ยง ไทยจะ “สงวนท่าที” ต่อข้อเสนอให้ประเทศที่มีฟาร์มเสือจำนวนมากต้องดำเนินมาตรการลดจำนวนเสือที่ไม่มีคุณค่าทางอนุรักษ์ เนื่องจากต้องประเมินผลกระทบต่อมาตรการในประเทศและภาคเอกชนอย่างรอบคอบ หากสนับสนุนอาจทำให้ไทยถูกกำหนดภาระเพิ่มเติม
ส่วนข้อเสนอเปลี่ยนแปลงบัญชีชนิดพันธุ์ กรณีที่ข้อมูลชัดเจนครบถ้วน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของอนุสัญญา เช่น การปรับปลากระเบนแมนต้า–ปลากระเบนปีศาจบางชนิดจากบัญชี 2 ไปบัญชี 1 ไทยมีท่าที “สนับสนุน” เนื่องจากเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองในประเทศอยู่แล้ว
ข้อเสนอที่มีผลกระทบต่อการค้าและตรวจสอบแหล่งที่มายาก เช่น การบรรจุปลาไหลทุกชนิดในสกุล Anguilla ไว้ในบัญชี 2 ไทยมีท่าที “ไม่สนับสนุน” เนื่องจากอาจกระทบต่อการค้าและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และสร้างภาระด้านการตรวจพิสูจน์ชนิดพันธุ์
ข้อเสนอที่ไม่มีผลกระทบต่อไทย หรือไทยมีมาตรการคุ้มครองเข้มงวดกว่ามาตรฐาน CITES อยู่แล้ว เช่น การปรับสถานะเหยี่ยวเพเรกริน ไทย “สงวนท่าที” เพื่อลดความยุ่งยากในการอนุญาตนำเข้า–ส่งออกในอนาคต
แสดงบทบาทนำด้านอนุรักษ์ -ควบคู่การค้าถูกกฎหมาย
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม CoP20 ครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะแสดงบทบาทในเวทีนานาชาติด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่า ควบคู่กับการพัฒนาระบบอนุญาตนำเข้า–ส่งออกให้เป็นไปตามพันธกรณีอนุสัญญา CITES อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกฎหมายภายใน ทั้งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


