เขื่อนใหญ่เต็มแน่นรอระบาย ภาคกลางจมใต้น้ำขังเรื้อรังสองเดือน
น้ำในเขื่อนใหญ่ทะลุจุดอิ่มตัว ขณะภาพดาวเทียม GISTDA ชี้ชัด “พื้นที่สีดำ” ท่วมขังเกิน 2 เดือน กว่า 2.44 ล้านไร่ รัฐเร่งระบายชุดสุดท้ายก่อนหมดฤดูฝน
KEY
POINTS
- เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำสูงเกือบเต็มความจุ (98-101%) ทำให้ต้องเร่งระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนอย่างต่อเนื่อง
- ข้อมูลดาวเทียม GISTDA เผยให้เห็นพื้นที่ภาคกลางตอนล่างกว่า 2.4 ล้านไร่ จมน้ำท่วมขัง โดยบางพื้นที่จมน้ำเรื้อรังนานกว่า 2 เดือน
- สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบอย่างหนักต่อพื้นที่เกษตรกรรม โดยคาดว่าผลผลิตข้าวในพื้นที่น้ำท่วมขังยาวนานจะเสียหายกว่า 40-50%
จากเขื่อนภูมิพลถึงเจ้าพระยา น้ำเหนือกดดันทุกระบบระบาย ภาคกลางจมท่วม
สถานการณ์น้ำ 12 พฤศจิกายน 2568
เขื่อนใหญ่เต็มเกือบล้น – สัญญาณระบายรอบสุดท้าย
ข้อมูลจากกรมชลประทานเช้าวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ปริมาณน้ำรวมในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศสูงถึง 89% ของความจุรวม 71,852 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาที่อยู่ในระดับวิกฤต
- เขื่อนภูมิพล 99% ระบายน้ำ 53 ล้าน ลบ.ม./วัน
- เขื่อนสิริกิติ์ 98% ระบายน้ำ 4.96 ล้าน ลบ.ม./วัน
- เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 101% ระบายน้ำ 5.18 ล้าน ลบ.ม./วัน
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 99% ระบายน้ำ 13 ล้าน ลบ.ม./วัน
น้ำที่ไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C.2 นครสวรรค์ อยู่ที่ ประมาณ 3,000 ลบ.ม./วินาที ก่อนเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งยังคงควบคุมการระบายในเกณฑ์ 2,900 ลบ.ม./วินาที เพื่อให้เหมาะสมกับระดับน้ำทะเลที่เริ่มลดลง
กรมชลประทานระบุว่า การระบายรอบนี้อาจเป็น “ชุดสุดท้ายของฤดูฝน 2568” ก่อนเข้าสู่ช่วงพักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรฤดูแล้ง โดยจะทยอยลดการปล่อยน้ำจากเขื่อนป่าสักฯ เหลือเพียง 200 ลบ.ม./วินาที เพื่อส่งต่อสู่คลองระพีพัฒน์ แม่น้ำนครนายก และอ่าวไทย
ภาพดาวเทียมชี้ “พื้นที่สีดำ” จมใต้น้ำยาวนานกว่า 2 เดือน
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เปิดเผยภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-1A และ 1C แสดงให้เห็นพื้นที่ท่วมขังต่อเนื่องยาวนานในภาคกลางตอนล่าง โดยจำแนกได้ 3 ระดับหลัก
พื้นที่สีดำ: ท่วมขังเกิน 2 เดือน (ตั้งแต่ 6 ก.ย. 68) สะท้อน “วิกฤตเรื้อรัง” ในพื้นที่ลุ่มต่ำ
พื้นที่สีแดง: ท่วมขังราว 1 เดือน ตั้งแต่ต้น ต.ค.
พื้นที่สีส้ม: ท่วมระยะสั้นแต่ยังมีน้ำค้างรอการระบาย
รวมแล้วพบพื้นที่น้ำท่วมขังทั้งหมด กว่า 2,441,484 ไร่ ครอบคลุม 17 จังหวัดภาคกลาง อาทิ พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม
ระดับน้ำในหลายพื้นที่ยังลึก กว่า 50 เซนติเมตร ทำให้เกษตรเสียหายต่อเนื่อง พื้นที่ “สีดำ” จำนวนมากอยู่ในเขตที่ดินเกษตรกรรมและเป็นพื้นที่รับน้ำเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ เช่น พระนครศรีอยุธยาและนนทบุรี
ผลกระทบและแนวโน้ม
เศรษฐกิจการเกษตร: พื้นที่สีดำและสีแดงเป็นโซนปลูกข้าวหลัก คาดว่าผลผลิตฤดูนี้เสียหายกว่า 40–50%
สิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย: น้ำเน่าเสียและระบบไฟฟ้า-ประปาในชุมชนล่มเป็นระยะ สร้างภาระต่อท้องถิ่น
แนวโน้มระยะสั้น: หากไม่มีฝนใหม่เข้าเติม เขื่อนเจ้าพระยาจะเร่งระบายต่อเนื่องอีก 3–5 วัน เพื่อลดแรงดันน้ำเหนือเขื่อนก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง
GISTDA แนะให้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและภูมิสารสนเทศเป็นฐานวางแผน “เยียวยา-ฟื้นฟู-ป้องกัน” อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วมขังยาวนาน เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำในรอบปีหน้า
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุสรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
ที่มาประกอบเนื้อหา : กรมชลประทาน , GISTDA , สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ


