posttoday

ส่องอุทกภัยพิจิตร ชัยนาท สิงห์บุรี รับนายกฯอนุทินลงพื้นที่จริง

10 ตุลาคม 2568

นายกฯอนุทิน ลงพื้นที่พิจิตร-ชัยนาท–สิงห์บุรี ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา หลังเขื่อนระบายน้ำสูง กางแผนบรรเทาอุทกภัยและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที

KEY

POINTS

  • นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพิจิตร ชัยนาท และสิงห์บุรี พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูลและวางแผนรับมือเชิงรุก
  • สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน่านอยู่ในระดับเฝ้าระวัง ส่งผลให้เกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรใน 3 จังหวัด กระทบประชาชนหลายพันครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 1 รายที่พิจิตร
  • ภาครัฐเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัย เครื่องสูบน้ำ จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน และแจกจ่ายถุงยังชีพ พร้อมผลักดันแผนแม่บทบรรเทาอุทกภัยระยะยาว

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้แก่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาและขับเคลื่อนแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ณ จังหวัดพิจิตร ชัยนาทและสิงห์บุรี พื้นที่สำคัญในเส้นทางระบายน้ำจากภาคเหนือสู่ภาคกลาง

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างซึ่งเป็นหัวใจของระบบเกษตรและเศรษฐกิจภาคกลาง ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการข้อมูล คาดการณ์ฝน และเตรียมแผนรองรับน้ำหลาก เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้น้อยที่สุด พร้อมสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสานการทำงานกับสทนช. และกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลจากศูนย์สั่งการน้ำแห่งชาติระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีฝนสะสมสูงสุดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ตอนบน จากอิทธิพลร่องมรสุมและมวลอากาศเย็นที่พาดผ่านทะเลจีนใต้เข้าสู่ประเทศ ส่งผลให้แม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในระดับเฝ้าระวัง ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ระบายน้ำในอัตรา 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีระดับน้ำเหนือเขื่อน +16.08 เมตรรทก. และท้ายเขื่อน +15.47 เมตรรทก. ซึ่งใกล้ระดับวิกฤติ

สทนช. รายงานเพิ่มเติมว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 85% ของความจุ รวม 68,429 ล้านลูกบาศก์เมตร และน้ำใช้การได้ราว 76% หรือกว่า 44,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งแม้เพียงพอสำหรับฤดูแล้ง แต่จำเป็นต้องระบายบางส่วนเพื่อรักษาสมดุลและความปลอดภัยของเขื่อน โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์ที่มีน้ำเกิน 90% ของความจุ

พิจิตร-ชัยนาท–สิงห์บุรี จุดเสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง

แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นเลือดใหญ่ของลุ่มน้ำภาคกลางตอนล่างที่ไหลผ่านจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี และอ่างทอง ก่อนเข้าสู่พระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาแม้จำเป็นเพื่อควบคุมความปลอดภัย แต่ย่อมส่งผลให้พื้นที่ลุ่มริมตลิ่งได้รับผลกระทบโดยตรง

ในจังหวัดชัยนาท ปริมาณน้ำท้ายเขื่อนที่สูงขึ้นทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่อำเภอสรรพยา 5 ตำบล 25 หมู่บ้าน บ้านเรือนกว่า 1,700 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ แม้ส่วนใหญ่เป็นบ้านใต้ถุนสูงและอยู่ในเขตนอกคันกั้นน้ำ แต่ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ รัฐบาลได้ระดมกำลังเครื่องสูบน้ำขนาด 8–14 นิ้วกว่า 40 เครื่อง เรือท้องแบนและเรือพายกว่า 50 ลำ รวมถึงเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากศูนย์ ปภ. เขต 16 เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ พร้อมแจกถุงยังชีพกว่า 3,000 ชุดให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งอยู่ถัดลงมาทางใต้ สถานการณ์คล้ายคลึงกัน น้ำจากเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมใน 3 อำเภอ ได้แก่ เมือง อินทร์บุรี และพรหมบุรี ประชาชนกว่า 1,800 ครัวเรือน หรือกว่า 5,000 คน ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำที่ติดริมแม่น้ำ การไฟฟ้าและ ปภ.ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำระยะไกลกว่า 10 จุด และตั้งโรงครัวพระราชทานที่ประตูระบายน้ำบางโฉมศรีเพื่อประกอบอาหารแจกจ่ายผู้ประสบภัยทุกวัน

ขณะเดียวกัน ในจังหวัดพิจิตร ซึ่งอยู่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาและเป็นจุดรับน้ำจากแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ได้เกิดสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ 9 อำเภอ 31 ตำบล 136 หมู่บ้าน ได้แก่ อำเภอสามง่าม โพทะเล โพธิ์ประทับช้าง บึงนาราง บางมูลนาก ทับคล้อ เมือง ดงเจริญ และสากเหล็ก โดยส่วนใหญ่เป็นบ้านใต้ถุนสูงนอกแนวคันกั้นน้ำ มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 1,528 ครัวเรือน 5,654 คน พื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 5,000 ไร่ ถนนถูกน้ำท่วม 3 สาย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นหญิงอายุ 17 ปี ถูกน้ำพัดขณะขับรถจักรยานยนต์บริเวณหมู่ 9 ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม

ระดับน้ำในแม่น้ำน่านยังสูงกว่าตลิ่ง โดยที่สถานีวัด N.7A อำเภอเมือง มีระดับน้ำ 10.99 เมตร สูงกว่าตลิ่ง 1.12 เมตร แม้แนวโน้มเริ่มลดลง แต่ยังอยู่ในระดับเฝ้าระวัง ปริมาณฝนในรอบ 24 ชั่วโมงที่อำเภอโพทะเลอยู่ที่ 36.4 มิลลิเมตร

หน่วยงานภาครัฐได้เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยจังหวัดพิจิตรได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้ผู้สูงอายุในพื้นที่น้ำท่วม ขณะที่ศูนย์ ปภ. เขต 8 กำแพงเพชร จัดส่งรถผลิตน้ำดื่ม 2 คัน รถครัวสนาม 1 คัน รถประกอบอาหาร 1 คัน รถบรรทุกน้ำ 10,000 ลิตร และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 200 KVA เพื่อสนับสนุนศูนย์พักพิงที่โรงเรียนเทศบาลบ้านปากทาง อำเภอเมือง พร้อมจัดสุขาเคลื่อนที่ 7 หลัง

ตลอดช่วงวันที่ 3–10 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ได้ผลิตและแจกจ่ายอาหาร–น้ำดื่มให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมกว่า 4,728 ขวดน้ำ และข้าวกล่อง 2,352 กล่อง พร้อมจัดเรือพาย 10 ลำ รถขนย้ายผู้ประสบภัย 2 คัน และเครื่องสูบน้ำขนาด 14 นิ้ว 1 เครื่องในพื้นที่เทศบาลเมืองตะพานหิน เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากชุมชน

สถานการณ์ในพื้นที่พิจิตรสะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงของระบบน้ำภาคเหนือและภาคกลางตอนล่าง ซึ่งหากไม่มีการประสานข้อมูลและควบคุมการระบายน้ำอย่างรอบคอบ อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาและจังหวัดตอนล่างที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

แผนรับมือน้ำ–รัฐบาลอนุทิน“ต้องแก้เชิงระบบ”

สำหรับแผนบริหารจัดการน้ำ รัฐบาลนายกฯอนุทิน จะไม่ปล่อยให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างต้องรับเคราะห์ซ้ำซากจากปัญหาน้ำหลาก–น้ำท่วมในทุกปี พร้อมสั่งให้ทุกจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงจัดทำ “แผนรับมืออุทกภัยรายจังหวัด” ที่เชื่อมโยงกับระบบข้อมูลของสทนช. เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นเอกภาพและสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ เน้นย้ำการทำงานเชิงรุกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้เตรียมเครื่องจักรและอุปกรณ์รับมือน้ำไว้พร้อมตลอดเวลา รวมทั้งสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยจัดตั้ง “ศูนย์ประสานบรรเทาอุทกภัยระดับจังหวัด” เพื่อบูรณาการการทำงานของ ปภ. กรมชลประทาน กฟผ. และสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังผลักดัน “แผนแม่บทบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ที่จัดทำโดยสทนช. ครอบคลุมการขุดลอกแม่น้ำ–คลองระบายน้ำ การก่อสร้างคันกั้นน้ำเสริมริมแม่น้ำ และโครงการระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชันของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลทันต่อเหตุการณ์

ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่เพียงเรื่องเฉพาะหน้า แต่เป็น “โจทย์โครงสร้างของประเทศ” ที่ต้องแก้ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งรัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น “เราต้องไม่รอให้เกิดภัยแล้วค่อยแก้ แต่ต้องใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มาบริหารจัดการล่วงหน้า เพื่อให้ความเสียหายน้อยที่สุด” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ที่มาแหล่งข่าว
-สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (คลิ๊ก)
-กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (คลิ๊ก)
 

 

ข่าวล่าสุด

แมคโดนัลด์ดึง The Powerpuff Girls แจกกล่องสุ่มกระเป๋าใจฟู 99 บาท