บังคับใช้แล้ว! พรก.ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล คุมการซื้อ-ขาย

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 18:31 น.

บังคับใช้แล้ว! พรก.ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล คุมการซื้อ-ขาย

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ "พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561" ควบคุมการซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ "พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561" โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกําหนดฉบับนี้ คือ ในปัจจุบันได้มีการนําคริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนผ่านการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชน เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน รวมถึงนํามาซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนในศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล แต่ยังไม่มีกฎหมายที่กํากับหรือควบคุมการดําเนินการดังกล่าวในประเทศไทย ซึ่งทําให้มีการประกอบธุรกิจหรือ การดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน ระบบเศรษฐกิจของประเทศและเกิดผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

ดังนั้น เพื่อกําหนดให้มีการกํากับและควบคุมการประกอบธุรกิจและการดําเนินกิจกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล และเพื่อรองรับการนําเทคโนโลยีมาทําให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน อันจะเป็นการสนับสนุนและอํานวยความสะดวกให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพมีเครื่องมือในการระดมทุนที่หลากหลาย รวมทั้งประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอเพื่อใช้ในการตัดสินใจ เกิดความโปร่งใสในการดําเนินการ และป้องกันมิให้มีการนําสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจนไปใช้ประโยชน์หรือกระทําการใดในลักษณะที่เป็นการหลอกลวงประชาชนหรือที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชญากรรม และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจําเป็นต้องตราพระราชกําหนดนี้

สาระสำคัญคือให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำกับและควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลและผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาน่าสนใจใน มาตรา 57 ที่ระบุว่า ผู้เสนอขายโทเคนดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่กระทำผ่านผู้ให้บริการเสนอขายโทเคนดิจิทัลที่ได้รับการเห็นชอบจาก ก.ล.ต. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับเป็นเงินไม่เกินสองเท่าของราคาขายของโทเคนดิจิทัลทั้งหมดซึ่งผู้นั้นได้เสนอขาย แต่ทั้งนี้เงินค่าปรับต้องไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท

ที่มา http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/033/43.PDF

 

ข่าวอื่นๆ