2เจ้าสัวดังรวยอื้อ

วันที่ 09 ส.ค. 2553 เวลา 08:43 น.
2 เจ้าสัวดัง รวยจากหุ้นอื้อ “ธนินท์ เจียรวนนท์” โกยกำไรจาก 3 หุ้นดังกว่า 6.9 หมื่นล้าน “เจริญ สิริวัฒนภักดี” กระเป๋าหนักขึ้น 1.4 หมื่นล้าน

ตลาดหุ้นได้สร้างความมั่งคั่งให้กับเจ้าสัวดังทั้งสองคน ภายหลังราคาหุ้นบริษัทในกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี ของนายธนินท์ เจียรวนนท์ เช่น หุ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ได้ปรับตัวสูงขึ้นแรงกว่าดัชนีตลาดหุ้น นับตั้งแต่ปลายปี 2552 จนถึงวันที่ 6 ส.ค. 2553 ที่ผ่านมา

ธนินท์ / เจริญ

เมื่อรวมหุ้นทั้งสามตัวส่งผลให้นายธนินท์และบริษัทในกลุ่มมีกำไรจากหุ้นเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 69,519.39 ล้านบาท ทั้งนี้มาจากหุ้น CPF มากที่สุดจำนวน 46,722.12 ล้านบาท ส่วนหุ้น CPALL มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 14,612 ล้านบาท และรวยเพิ่มขึ้นจากหุ้น TRUE จำนวน 8,185.27 ล้านบาท

เช่นเดียวกับนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อน้ำเมาและบริษัทในกลุ่ม เช่น ไทยเบฟเวอเรจ หรือทีซีซี โฮลดิ้ง ได้รับประโยชน์จากราคาหุ้นที่ขึ้นแรงเช่นกันโดยเฉพาะจาก หุ้นบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ถูกปลุกขึ้นมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนส่งผลให้ ทีซีซี โฮลดิ้ง ถือหุ้น BJC จำนวน 1,121 ล้านหุ้น รวยเพิ่มขึ้น 14,245 ล้านบาท

สำหรับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ถือหุ้นบริษัท โออิชิ กรุ๊ป (OISHI) จำนวน 168.61 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น 295 ล้านบาท และบริษัท ยูนิเวนเจอร์ (UV) ที่ถือหุ้นโดยบริษัท อเดลฟอส ก็มีกำไร 379 ล้านบาท เมื่อรวมหุ้นทั้งสามตัวทำให้ทั้งกลุ่มรวยเพิ่มขึ้น 14,919 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่รวมกำไรจากหุ้นบริษัท อาหารสยาม (SFP) เพราะการซื้อขายต่ำและราคาไม่เปลี่ยนแปลง

นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย กล่าวว่า หุ้นในกลุ่มซีพีปรับขึ้นได้เพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจมาเป็นอาหาร ทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิน) สูง เช่น CPF ปี 2550 มีกำไรสุทธิ 3,000 ล้านบาท ขึ้นมาเป็น 1 หมื่นล้านบาท ในปี 2552 และอัตราผลตอบแทนจากส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) จาก 7% ในปี 2550 เป็น 22% ในปีที่ผ่านมา

ดังนั้น ในส่วน CPALL จากกำไรสุทธิ 1,200 ล้านบาท ในปี 2549 เพิ่มเป็น 6,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา และ ROE จาก 26% ในปี 2549 เป็น 30% ในปี 2552

“เมื่อดูจากกำไรจะเห็นภาพการเติบโต ฉะนั้นราคาหุ้นที่ปรับขึ้นจึงไม่กังวล” นายกวี กล่าว

แหล่งข่าวจากสถาบัน เปิดเผยว่า มีเวียนสลับเล่นหุ้นในกลุ่มที่เป็นพันธมิตรกับการเมือง ขึ้นง่าย เพราะมีผู้สนับสนุนทั้งจากการเมืองและเจ้าของ

“ภายใต้รัฐบาลชุดนี้จะเห็นหุ้นธุรกิจพันธมิตรขึ้นง่าย ลงยาก แต่ต้องมีพื้นฐานรองรับ มีบทวิเคราะห์สนับสนุน ต่างจากจากรัฐบาลชุดก่อน ที่ปั่นหุ้นตัวเล็กตัวน้อย” แหล่งข่าวเปิดเผย