คลังปิดฉากคนละครึ่งเฟส 5 หลังเงินกู้เหลือ 4 หมื่นล้านบาท

วันที่ 13 มิ.ย. 2565 เวลา 18:35 น.
คลังปิดฉากคนละครึ่งเฟส 5 หลังเงินกู้เหลือ 4 หมื่นล้านบาท
คลังออกแพ็คเกจช่วยคนจนรอบใหม่ สรุปเดือน มิ.ย.นี้ เลือกช่วยเฉพาะกลุ่ม ปิดฉากคนละครึ่งเฟส 5 หลังเงินกู้เหลือ 4 หมื่นล้านบาท

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้หารือกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน โดยสั่งการให้กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการชุดใหม่ เพื่อช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และจากปัญหาราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงในขณะนี้ โดยให้ได้ข้อสรุปภายในเดือน มิ.ย.นี้

สำหรับมาตรการชุดใหม่ จะเป็นการให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ไม่ใช่มาตรการแบบเหวี่ยงแห และปฏิเสธว่าจะมีการต่ออายุมาตรการคนละครึ่งเฟส 5 หรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าว เป็นการดำเนินการโดยใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 แต่สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว สถานการณ์โควิดคลี่คลายลงไปมากแล้ว มีการเปิดประเทศ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น รายได้ของประชาชนเริ่มกลับคืนมา ขณะที่รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่จะนำมาใช้

นายอาคม กล่าวว่า มาตรการชุดใหม่ จะเน้นความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม 2 เรื่อง คือ ต้องได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น กระทบกับกำลังซื้อ ไม่ใช่มาตรการแบบเหวี่ยงแห เป็นมาตรการเฉพาะกลุ่ม อย่างเช่นให้โจทย์มาว่ากลุ่มผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างจะช่วยต่อได้หรือไม่เพื่อลดค่าใข้จ่าย ต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในระบบเท่านั้น

“การใช้มาตรการแบบเหวี่ยงแหในขณะที่สถานการณ์รุนแรงนั้น มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำเงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาทมาใช้เพื่อเยียวยาผลกระทบให้ประชาชน ด้วยการเพิ่มกำลังซื้อ ในช่วงโควิดทุกคนไม่ปฏิเสธ แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น กำลังซื้อเริ่มกลับเข้ามา ความจำเป็นตรงนี้ก็ต้องน้อยลงไป เมื่อเศรษฐกิจกลับมาทำงานได้ปกติ เราก็ควรจะถอนเรื่องพวกนี้ ทั่วโลกก็เป็นแบบนี้ ก็จะกลับมาดูเรื่องของรายได้”

นายอาคม กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม แม้ว่าเงินกู้จาก พ.ร.ก.เงินกู้ ที่เหลืออยู่ 4 หมื่นล้านบาท อาจไม่พอ เพราะรัฐบาลมีความจำเป็นต้องเร่งปรับนโยบายการคลังเข้าสู่ภาวะปกติ ต้องมาพิจารณาว่าหนี้จากการเยียวยาโควิด-19 เราจะมีปัญญาหารายได้หรือไม่ นี่คือโจทย์ใหญ่ ถ้าจะให้กู้เพิ่ม คนก็ต้องยอมเข้าระบบภาษีมากขึ้น เป็นความยั่งยืนทางการคลัง ที่ทุกประเทศต้องเร่งแก้ปัญหา กู้มาเท่าไหร่ ก็ต้องหารายได้มากไปด้วย ที่ผ่านมา คลังก็มีช่องทางรายได้ใหม่ เช่น ภาษีจากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติที่ให้บริการในประเทศ หรือการเชิญนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในไทย การสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ก็เป็นกำลังซื้อรุ่นใหม่ ถ้าผู้ประกอบการมีกำไร ก็เป็นรายได้เข้าประเทศ

สำหรับสถานการณ์เงินเฟ้อสูงเกิดขึ้นกับทุกประเทศ ซึ่งบางประเทศไม่ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชน แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไก เพราะเมื่อราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว วันหนึ่งเมื่อความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นและการผลิตก็จะเพิ่มขึ้นตาม ทำให้ราคาสินค้าปรับลดลงเอง

สำหรับประเทศไทยเมื่อราคาสินค้าปรับสูงขึ้น ขณะเดียวกันเราก็ขายสินค้าได้มากขึ้นด้วย ทำให้เศรษฐกิจยังสามารถเติบโตได้ แต่ภาวะเงินฝืดหมายความว่าสินค้าขึ้น เศรษฐกิจหดตัว คนว่างงาน แต่ของไทยเศรษฐกิจกำลังค่อย ๆ ฟื้น ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดแล้วหัวทิ่มลงมาอีก