พักเงินที่หุ้น Blue Chip ทยอยซื้อ 1,450

  • วันที่ 11 เม.ย. 2556 เวลา 10:47 น.

โดย...สุกิจ อุดมศริริกุล

สวัสดีครับทุกท่าน บทความในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้แนะนำให้นักลงทุนนำเงินมาพักไว้ที่หุ้น Blue Chip โดยแนะนำ KTB, PTTGC, CPN, ITD และ AIT ผลปรากฏว่ามีเพียง AIT ที่ปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดฯ ได้ ด้าน KTB, PTTGC ลดลงน้อยกว่าตลาดฯ ส่วน ITD, CPN ลดลงมากกว่าตลาดฯ เนื่องจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งถือว่าลดลงต่อเนื่องหลังจากซื้อสุทธิสะสมเพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุดในเดือน เม.ย. 2555 หรือคิดเป็นประมาณ 1% ของมูลค่าตลาดรวม

ด้านภาพรวมตลาดฯ พบว่า ดัชนีกำลังลดลงมาที่ระดับที่ผมประเมินว่าเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด คือ 1,4701,450 จุด ทั้งนี้ผมยังคงเชื่อมั่นว่าระดับดังกล่าวเหมาะสมสำหรับการซื้อเพื่อการลงทุน เนื่องจาก 1) บริเวณดังกล่าวต่ำกว่าเป้าหมายดัชนี ณ สิ้นปี 2556 ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ 1,700 จุด อยู่ 17% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่มากพอสมควร 2) ผมเองเคยใช้ SET Index ที่ 1,450 จุด เป็นเป้าหมายดัชนีของปีนี้ จากการประเมินระดับ PER ที่เหมาะสมสำหรับผลการดำเนินงานปี 2556 ที่ 13.5 เท่า ซึ่งไม่ได้รวมสภาพคล่องที่เกิดขึ้นจากมาตรการของ BOJ ซึ่งทำให้ผมประเมินว่า ระดับดังกล่าวถือว่าเป็นมูลค่าที่แท้จริงของตลาดหุ้นไทย 3) ระดับ 1,450 จุด ลดลงมาจากดัชนีสูงสุดที่ 1,600 จุด แล้วเกือบ 10% ซึ่งจากสถิติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาซึ่งมีความเสี่ยงหลายเรื่อง พบว่า ดัชนีที่ลดลง 10% มักจะมีการฟื้นตัวได้เสมอ ดังนั้น ผมจึงยังคงแนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นในบริเวณดังกล่าวในหุ้นตัวเดิมที่แนะนำไว้ คือ KTB, PTTGC, CPN , ITD และ AIT

ผมขอขยายความต่อในเรื่องพฤติกรรมการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในช่วงเดือน เม.ย. ที่เพิ่งซื้อขายไปเพียง 6 วันทำการ แต่มีมูลค่าขายสุทธิแล้วประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นที่ถูกขายมากที่สุด ผ่านกระดาน NVDR ได้แก่ KBANK, PTT, SCC, BBL และ AOT คำถาม คือ หุ้นดังกล่าวถือว่ามีปัจจัยพื้นฐานแย่ลงหรือไม่ คำตอบ คือ ไม่ แต่มีโอกาสที่จะถูกขายทำกำไรได้ หากประเมินจากการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดย KBANK +14% SCC +40% BBL +17% AOT +52% ยกเว้น PTT ที่ราคาลดลง ดังนั้นจึงเป็นการยืนยันได้ว่าการลดลงของหุ้น Blue Chip เป็นโอกาสของการซื้อ

ประเด็นต่อมา คือ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ แต่ทำไมค่าเงินบาทแข็งค่าเกิน 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ผมคิดว่า คำตอบง่ายๆ คือ เงินต่างชาติไม่ได้ไหลออก แต่มีโอกาสไหลไปที่ตลาดตราสารหนี้ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีมีเงินทุนไหลเข้าไปแล้วประมาณ 3 แสนล้านบาท หรือวันละ 4,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทเริ่มเข้าสู่จุดที่เสี่ยงมากขึ้นแล้ว หาก ธปท.ตัดสินใจในการออกมาตรการดูแลในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นมามากถึง 5.5% จากปี 2555 จะมีผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้อย่างมาก เพราะอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติขายทำกำไรเพื่อรับกำไร 2 ต่อ โดยเฉพาะกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มากถึง 5.5% ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวขึ้นซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนในการระดมทุนของภาคธุรกิจและกระทบต่อเงินลงทุนของนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะบริษัทประกัน

ประเด็นที่ผมอยากจะทิ้งท้ายในสัปดาห์นี้ คือ การที่หุ้นลงในช่วงนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากวันหยุดสงกรานต์ด้วย ซึ่งทำให้นักลงทุนในประเทศชะลอการซื้อขาย เพื่อดูประเมินสถานการณ์ต่างๆ ให้ชัดเจน โดยเฉพาะความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะตึงเครียดสุดในวันที่ 15 เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการพอดี ดังนั้น หากไม่เกิดอะไรขึ้น เชื่อว่าตลาดหุ้นหลังจากเทศกาลสงกรานต์ก็มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้ ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเกาหลีเหนือจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันทีหากเริ่มทำสงครามก่อน

สุขสันต์วันสงกรานต์...สวัสดีปีใหม่ไทย... แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเอง

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ