ไทยพาณิชย์โชว์กำไรไตรมาสสอง10,074 ลบ.

วันที่ 20 ก.ค. 2555 เวลา 14:28 น.
 “ไทยพาณิชย์” โชว์กำไรไตรมาสสอง 10,074 ล้านบาท ชี้สินเชื่อขยายตัวดี รายได้ที่แข็งแรงของธุรกิจประกัน-ค่าธรรมเนียมพุ่ง กันสำรองเพิ่ม 1 พันล้านบาท 

นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์  กล่าวถึงผลประกอบการไตรมาส 2/2555 ว่า ผลประกอบการของธนาคารสะท้อนถึงความสามารถในการฟื้นตัวที่รวดเร็วของเศรษฐกิจไทยหลังจากประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และแม้ว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่เป็นอันมากจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่  แต่ความต้องการด้านสินเชื่อโดยเฉพาะจากลูกค้ารายย่อยยังคงอยู่ในระดับสูง  ซึ่งธนาคารได้มีการขยายสินเชื่อตามการเติบโตของตลาด แต่ด้วยความรอบคอบและคงไว้          ซึ่งมาตรฐานการบริหารความเสี่ยงที่เข้มแข็ง

นายวิชิต กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิ 23.9% ในไตรมาสที่ 2  เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเป็นหลัก โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ เพิ่มขึ้น 20.9% จากไตรมาส 2/2554 มาอยู่ที่ 15 พันล้านบาทในไตรมาสที่ 2/2555  ซึ่งนับเป็นการขยายตัวที่สูงสุดของธนาคาร อันเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่ออย่างมากถึง 20.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว  และการเพิ่มขึ้นอย่างมากของผลตอบแทนด้านสินเชื่อและจากการลงทุนของธนาคาร  การขยายตัวของสินเชื่อที่สูงกว่าตลาดมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ สินเชื่อ SME สินเชื่อเคหะ และ สินเชื่อรถยนต์ ซึ่งธนาคารได้มีการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาจากการที่ลูกค้ามีความต้องการในสินเชื่อดังกล่าวในระดับสูงเกินคาดหมาย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.22%  สูงกว่าไตรมาสที่ผ่านมา

ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 19.4%  จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จากการเติบโตที่แข็งแรงต่อเนื่องของรายได้จากธุรกิจประกัน (เพิ่มขึ้น 42.2% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว) กำไรจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรต และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่สูงอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ บริษัทประกันชีวิตที่ธนาคารถือหุ้นอยู่ 94.7%  ยังคงมีผลประกอบการที่สูงกว่าตลาดโดยรวมอันเป็นผลจากการขายผ่านเครือข่ายสาขาที่แข็งแรงของธนาคาร ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ยังปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องแม้มีปัจจัยลบของสภาวะเศรษฐกิจโลกและมีผลกระทบจากสภาวะน้ำท่วม  ในปีที่ผ่านมาอยู่บ้าง ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2555 สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ลดลงมาอยู่ที่ 2.25% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2540 (ลดลงมาจากระดับ 2.69%  ณ สิ้นไตรมาส 2/2554 และ 2.39% ณ สิ้นไตรมาส 1/2555)  อย่างไรก็ตามจากสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มากและประเมินค่อนข้างยาก ธนาคารได้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังและทำการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นอีก 1 พันล้านบาทเพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต  ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 140.2% จากเดิม 114.5% ณ สิ้น ไตรมาส 2/2554 และ 127.1% ณ สิ้นปี 2554