posttoday
บลจ.กรุงไทย กางแผนธุรกิจรับปีหนู

บลจ.กรุงไทย กางแผนธุรกิจรับปีหนู

20 มกราคม 2563

เล็งรุกกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ หลังเติบโตสองหลักเกือบทุกกองทุนในปี 62

เล็งรุกกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ หลังเติบโตสองหลักเกือบทุกกองทุนในปี 62

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยถึงการบริหารงานในปี 2562 ที่ผ่านมาว่า KTAM มีจุดแข็งหลายด้านและสามารถคงผลการดำเนินงานที่ดีในระดับแนวหน้าของประเทศ โดยมีส่วนแบ่งตลาดเป็นลำดับที่ 4 ของตลาดการลงทุน มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) รวมสุทธิ ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2562 อยู่ที่ 827,313 ล้านบาท เติบโต 6.6 % เมื่อเทียบกับปี 2561

สำหรับปี 2563 นี้ บริษัทตั้งเป้าหมายมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 12% โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะเปิดจำหน่ายกองทุนควบประกันสุขภาพ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการยื่นขออนุมัติจัดตั้งกองทุนกับก.ล.ต. และยังมีแผนที่จะเปิดจำหน่ายกองทุนอื่นๆอีกมากมาย โดยบริษัทกำลังดูความเหมาะสมและจังหวะในการเปิดจำหน่าย ซึ่งบริษัทจะคำนึงถึงโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุน นอกจากนี้ บริษัทยังเน้นหลักกลยุทธ์เป็น 3 ส่วน ได้แก่

1) ให้ความสำคัญในการกระจายพอร์ตการลงทุนและการบริหารจัดการกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ ที่ KTAM มองว่ายังเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจ มองเห็นโอกาสในการเติบโตไปในเชิงบวก ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมาพบว่า กว่า 97 % ของกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศของ KTAM มีการเติบโตเกือบทั้งหมด และส่วนใหญ่เติบโตระดับ 2 หลัก

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า ในช่วงที่ผ่านมา KTAM ก็ยังคงสามารถบริหารจัดการกองทุน บริหารอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุนได้อย่างมีศักยภาพสามารถสร้างผลตอบแทนแก่นักลงทุนเป็นอย่างดี

ดังนั้น ในปีนี้ KTAM จะยังคงเดินหน้ารุกผลิตภัณฑ์กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ซึ่ง KTAM ได้มีการคัดเลือกมาอย่างดีและกระจายไปหลาย Asset Class เพื่อรองรับการกระจายการลงทุนให้แก่ลูกค้า ด้วยความเชื่อที่ว่า ตลาดการลงทุนในปัจจุบันสามารถจะเชื่อมต่อกันโดยไร้ขอบเขต เพราะฉะนั้นเงินลงทุนก็สามารถไหลเวียนกันได้อย่างคล่องตัวเช่นกัน

2) การผสานความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยเฉพาะในด้านดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อให้บริการและนำเสนอผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งกลุ่มลูกค้ารายใหญ่และรายย่อย และรวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตรตัวแทนสนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนด้วย ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมาธุรกรรมกองทุนของ KTAM ที่เกิดขึ้นผ่านแอพพลิเคชั่น Next ของธนาคารกรุงไทย มียอดซื้อกว่า 14,000 ล้านบาท และธุรกรรมกองทุนของ KTAM ที่เกิดขึ้นผ่านแอพพลิเคชั่น KTAM Smart Trade มียอดซื้อกว่า 8,000 ล้านบาท และ KTAM จะยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีในการทำธุรกรรมให้ดียิ่งขึ้นตอบโจทย์ในความรวดเร็ว ง่าย และสะดวกสบายแก่ผู้ลงทุนทุกกลุ่มเป้าหมาย

3) การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อต่อยอดการให้บริการให้เป็น Best Investment Solutions เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนในยุคดิจิตอลที่ต้องการความง่าย และสะดวกสบาย เพิ่มความสะดวกแก่นักลงทุนผ่านดิจิทัลแพลทฟอร์มที่มีให้ดีมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ทของลูกค้า และเทรนด์ของนักลงทุนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมา KTAM ได้เปิดตัว LINE@ เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหาความรู้ บทความและเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลงทุน ตอบสนองในการเป็นเพื่อนคู่คิด ที่ปรึกษา และมีนักลงทุนที่สนใจเป็นผู้ติดตามมากถึง 235,625 ราย รวมถึง Facebook ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 180,000 ราย และสำหรับในปี 2563 นี้ KTAM จะมุ่งเน้นการนำเสนอคอนเทนท์ที่ง่ายและเข้าถึงผู้ลงทุนทั่วไปมากยิ่งขึ้น เพื่อให้คนเห็นความสำคัญของการออมผ่านกองทุนต่างๆ

ในปีที่ผ่านมา KTAM ถือว่าประสบความสำเร็จได้เป็นที่น่าพอใจ และ KTAM จะยังคงยึดมั่นในหลักการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและจะต่อยอดจากเดิมให้มีสีสันมากยิ่งขึ้น KTAM ต้องปรับตัวไปตามความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสร้างความโดดเด่นทั้งผลิตภัณฑ์และการให้บริการควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและประโยชน์สูงสุดต่อผู้ลงทุน เพราะ KTAM เชื่อว่า การลงทุน คือ อนาคตของทุกคนในยามที่เติบโตขึ้น และในยามแก่ ดังนั้นการสร้างกองทุนที่มีความง่าย ให้นักลงทุนสามารถออมไปพร้อมกับการลงทุนได้ด้วยยิ่งดี และการส่งเสริมให้ผู้ลงทุนมีวินัยการออมที่ดี จะสามารถสร้างอนาคตที่มั่นคงอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง นางชวินดา กล่าวสรุป

ทั้งนี้ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ ของ KTAM มองว่า ในปีที่ผ่านมา ตลาดการเงินเผชิญกับความท้าทายในหลายๆ ด้าน “สงครามการค้า” ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนถือเป็นปัจจัยกดดันที่สำคัญ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการที่สหราชอาณาจักรจะถอนตัวจากสหภาพยุโรป, ความไม่สงบทางการเมืองในฮ่องกงและอีกหลายๆ ประเทศ รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในหลายแห่ง แต่ตลาดการเงินได้รับแรงกระตุ้นที่สำคัญจากธนาคารกลางหลายแห่งที่หันมาดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น

โดยเฉพาะเฟดที่ยุติการขึ้นดอกเบี้ยและกลับมาลดดอกเบี้ยลง รวมถึงมีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี โดยเฉพาะในฝั่งกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (DM) ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา (EM) ถูกกดดันจาก “สงครามการค้า” เป็นหลัก ในส่วนของตลาดหุ้นไทยในปีก่อนถือว่าให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 1.02%YoY เป็นไปตามทิศทางตลาดในภูมิภาค, ภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายและมาตรฐานทางบัญชีต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สำหรับในปี 2563 บริษัทฯ ประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอยู่ที่ระดับ 2.8 % ต่อปีดีขึ้นกว่าในปีก่อนที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.4% โดยแรงขับเคลื่อนหลักๆ มาจากงบประมาณปี 2563 ที่ผ่านสภาฯ นโยบายการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการ EEC รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง ขณะที่ภาวะดอกเบี้ยต่ำยังถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญอีกประการ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายในหลายๆ ด้าน ทั้งปัจจัยระยะยาวอย่างปัญหาประชากรสูงวัย และการเข้ามามีบทบาทสำคัญของเทคโนโลยี (Technology Disruption) และปัจจัยระยะสั้น อย่าง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ความเสี่ยงของการขยายตัวเศรษฐกิจโลก และปัญหาปริมาณน้ำในเขื่อนต่ำ ทำให้เราคาดว่า กนง. อาจมีลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง ดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปีน่าจะอยู่ที่ 1.00%
สำหรับ

แนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในปีนี้ บริษัทประเมินกรอบดัชนีฯ ไว้ที่ 1,700 จุด โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะขยายตัวราว 6% และมีสัดส่วน P/E อยู่ที่ประมาณ 18 เท่าใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งแม้ว่าจะสูงกว่าในอดีตแต่ก็เป็นตามภาวะดอกเบี้ยที่ต่ำ โดยภาวะการลงทุนยังคงเผชิญกับความผันผวนต่อเนื่อง

โดยตลาดฯ ได้รับปัจจัยบวกจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีการฟื้นตัว การลงทุนภาครัฐและการเบิกจ่ายงบประมาณใหม่ ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่น่าจะดีขึ้น และสภาพคล่องที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยปัจจัยที่ต้องติดตามได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจปะทุขึ้นใหม่ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ พัฒนาการของ Brexit ท่าทีของธนาคารกลางต่างๆ ความอ่อนแอของเศรษฐกิจในประเทศ แรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงกฏระเบียบต่างๆ ของภาครัฐ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการบัญชี เป็นต้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในตราสารทุนในประเทศสำหรับปี 2563 เราเน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับผลดีจากแนวโน้มดอกเบี้ยต่ำ, หุ้นที่ได้รับผลดี การคลายความวิตกต่อ “สงครามการค้า”, หุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานและปรับตัวลงมาแรง, หุ้นที่ได้รับผลดีจากการย้ายฐานการผลิต เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หรือหุ้นที่คาดผลประกอบการดีขึ้นในปีนี้

ในส่วนของการจัดพอร์ตการลงทุน KTAM ยังคงแนะนำให้ผู้ลงทุนกระจายความเสี่ยง (Diversification) ไปในหลายสินทรัพย์และหลายภูมิภาค เนื่องจากตลาดการเงินมีความผันผวนมากขึ้นในระยะหลัง การจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

โดยในช่วงต้นปีเรายังคงมองว่าสินทรัพย์เสี่ยงน่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ หลังนักลงทุนคลายความกังวลการเกิดภาวะถดถอย จึงเน้นให้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยอาจเน้นการลงทุนมาในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) ที่น่าจะเห็นการฟื้นตัวที่ชัดกว่า และ Valuation ไม่ได้ “แพง” มาก รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ในระยะถัดไป นักลงทุนอาจต้องระวังแรงขายทำกำไร และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจพัฒนากลายเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนในอนาคต

ข่าวล่าสุด

Meta เปิด Facebook Verified ฟรี ยืนยันตัวตนด้วยวิดีโอเซลฟี รับมือบัญชีปลอมจาก AI

Meta เปิด Facebook Verified ฟรี ยืนยันตัวตนด้วยวิดีโอเซลฟี รับมือบัญชีปลอมจาก AI