เดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภา หนุนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

วันที่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 07:03 น.
เดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภา หนุนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
คอลัมน์ มันนี่วีก (Money week) โดย...วรันธร ภู่ทอง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่าเงินบาทมีปัจจัยสนับสนุนแนวโน้มการแข็งค่าโดยประเมินกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ 30.00-30.40 พัฒนาการของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทยยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ขณะที่ นักลงทุนยังมีแนวโน้มเปิดรับความเสี่ยงจากชัยชนะของเดโมแครตในการเลือกตั้งซ่อมของวุฒิสภา ซึ่งการครองเสียงข้างมากของพรรคเดโมเครตในทั้งสองสภาจะส่งผลให้สามารถอนุมัติงบประมาณใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินสกุลในเอเชีย ขณะที่ยังต้องติดตามเครื่องชี้เศรษฐกิจในสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ทั้งอัตราเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกที่มีแนวโน้มอ่อนแอลงจากผลของการเข้มงวดมาตรจำกัดการระบาดของไวรัสนั้นเป็นปัจจัยกดดันต่อเงินดอลลาร์ ด้านนโยบายการเงิน ติดตามแถลงการณ์ของประธานอีซีบี และการประชุมของธนาคารกลางเกาหลีที่ยังมีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50%

ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทผันผวนสูงตั้งแต่สัปดาห์แรกของปี 2021 โดยมีหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของเงินดอลลาร์ เริ่มต้นปีจากความต้องการเงินดอลลาร์ที่ลดลง เนื่องจากดัชนีดอลลาร์ลดลงมาแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2018 อยู่หลายครั้ง ตามความคาดหวังแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการกระจายวัคซีน อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกที่ทำให้ตลาดการเงินโลกอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงหรือ Risk-on คือ เดโมแครตมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาจากแนวโน้มชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมวุฒิสภาสองตำแหน่งในรัฐจอร์เจีย ทำให้กมลา แคร์ริส ว่าที่รองประธานาธิบดีจะได้สิทธิ์ในการโหวตทำให้พรรคเดโมแครตมีเสียงข้างมากในวุฒิสภา ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ในทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ของโลกเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19ของไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้รัฐบาลไทยออกมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมการระบาดโควิด-19 อาทิ ข้อกำหนด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 8 มาตรการ

ในช่วงปลายสัปดาห์เงินบาทกลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็วอีกครั้ง โดยไบเดนกล่าวว่าจะต่อสู้กับวิกฤต ทั้งการระบาดของโควิด-19 การเยียวยาผลกระทบจากโควิดต่อเศรษฐกิจ มาตรการด้านสภาพแวดล้อม ความยุติธรรมในประเด็นการแบ่งแยกเชื้อชาติ สิทธิในการออกเสียง และมาตรการอื่นๆ โดยไบเดนประกาศว่าจะการออกมาตรการให้เงินช่วยเหลือชาวอเมริกันที่ 2,000 ดอลลาร์ทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง ทำให้ตลาดการเงินโลกเริ่มคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจลดมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินลงเร็วกกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้เงินบาทอ่อนค่าขึ้นเหนือระดับ 30.0 ในปลายเวลาทำงานของวันที่ 7 มกราคม ก่อนที่จะเด้งอ่อนค่ามากมาปิดที่ 30.07 (วันศุกร์ ณ 16.00 น.)

ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10ปี ปรับตัวทะลุระดับ 1% จากประเด็นหลักที่ขับเคลื่อนตลาดคือชัยชนะอย่างเป็นทางการในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐของนายโจ ไบเดน รวมทั้งการที่พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภารอบสองในรัฐจอร์เจีย ทำให้พรรคสามารถครองอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งในทำเนียบขาวและสภาคองเกรส อันจะช่วยให้คณะบริหารของพรรคเดโมแครตสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ได้อย่างราบรื่น รวมถึงความหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปริมาณที่สูงกว่าที่พูดคุยกันในปัจจุบัน ส่งผลให้ตลาดกลับมาสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยงทั่วโลกและทำให้ความชันของเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับตัวดีขึ้นสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น (Reflation Trade) ภายหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สำหรับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ และมีประเด็นสำคัญภายในประเทศอยู่ที่ ธปท.ประกาศแผนออกพันธบัตร ธปท. ปี 2564 โดยจะงดการออกพันธบัตรรุ่นอายุ 14 วัน รวมถึงหลีกเลี่ยงการออกพันธบัตรดอกเบี้ยคงที่รุ่นอายุ 6 เดือน และ 3 ปี เพื่อไปออกพันธบัตรอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอ้างอิงดอกเบี้ย THOR แทน (เดิมอ้างอิง BIBOR) ซึ่งเป็นไปตามแผนการสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลอยตัว ประกอบกับ ธปท. ได้ออกมาตรการผ่อนคลายให้นิติบุคคลต่างประเทศ สามารถทำธุรกรรมเงินบาทกับสถาบันการเงินในประเทศ (onshore) ได้คล่องตัวขึ้น ภายใต้โครงการ Non-resident Qualified Company (NRQC) อันอาจส่งผลกระทบต่อตลาดพันธบัตรระยะสั้นซึ่งปัจจุบันตลาดเผชิญกับภาวะที่ความต้องการลงทุนมีมากกว่าปริมาณของพันธบัตร จนทำให้อัตราผลตอบของพันธบัตรระยะสั้นปรับลดลงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดย ณ วันที่ 08 มกราคม 2564 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.38% 0.40% 0.48% 0.69% 0.94% และ 1.31% ตามลำดับ

กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิประมาณ 2,554 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 873 ล้านบาท ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 3,027 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 400 ล้านบาท