ปรับพอร์ตภายใต้พฤติกรรม Search for Yield

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 07:43 น.
ปรับพอร์ตภายใต้พฤติกรรม Search for Yield
คอลัมน์ เปิดโลกลงทุน โดย...ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ บลจ. กรุงไทย

วิกฤติครั้งนี้ที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ถือเป็นวิกฤติที่รุนแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลายๆ ประเทศประกาศตัวเลข GDP สำหรับไตรมาส 2 ที่ย่ำแย่ที่สุดตั้งแต่มีการเก็บตัวเลขกันมา ทำให้มีการงัดเอามาตรการต่างๆ ทุกวิถีทางขึ้นมาใช้เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทั้งการใช้จ่ายภาครัฐที่เป็น “พระเอก” ในรอบนี้ และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงอย่างมากด้วย ดอกเบี้ยถูกปรับลดลงมาอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงศูนย์ และยืนยันว่าดอกเบี้ยจะต่ำไปอีกนาน รวมมาตรผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ก็ถูกนำกลับมาใช้ในหลายประเทศ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเรียกความมั่นใจกลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นในระบบนี้ ทำให้หลายคน โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายการเงินเอง มีความกังวลใจต่อพฤติกรรมหาประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยต่ำ (Search for yield) ซึ่งสร้างความเสี่ยงหรือกระทบต่อเสถียรภาพในอนาคต หรือถึงขั้นอาจจะ “ขู่” ว่าเงินดังกล่าวจะสร้าง “ภาพลวงตา” ในลักษณะของราคาสินทรัพย์ที่สูงขึ้น ทำให้ทุกอย่างดูดีเกินความเป็นจริง และหากสภาพคล่องนั้นถูกดึงกลับ เราจะคงจะเหลือแต่ “สวนแล้งๆ” และต้อง “ก้มหน้ารับความเสียหาย” กันเอง ซึ่งคำ “ขู่” เช่นนี้อาจจะดูรุนแรงไปหน่อย

จริงๆ หากดูเรื่องการจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) นั้น ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำลง มันคงจะดูไม่สมเหตุสมผลที่เราจะยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำลงโดยไม่ทำอะไรกับพอร์ตการลงทุน ทฤษฎีการจัดสรรเงินลงทุนจะแนะนำว่าคนส่วนใหญ่น่าจะต้องผสมสินทรัพย์ที่เสี่ยงเพิ่มเข้ามาในพอร์ตมากขึ้นอยู่แล้ว การผสมสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นบ้าง จะทำให้ผลตอบแทนคาดหวังของพอร์ตสูงขึ้นได้บ้าง (แต่ก็คงไม่เท่าเดิม) แม้ว่าเราจะไม่ได้ “สบายใจ” กับพอร์ตใหม่นี้เท่าใดนักเพราะมันเสี่ยงขึ้น แต่ก็น่าจะ “สบายใจ” กว่าที่จะถือพอร์ตเดิมและรับผลตอบแทนที่ต่ำลงมาก

แต่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของพอร์ตการลงทุนนั้น จำเป็นต้องอยู่ภายในกรอบที่สมเหตุสมผล คือเหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้ และความต้องการใช้เงิน (ที่สมเหตุสมผล) ในระยะยาว ไม่ใช่ว่าในภาวะปรกติ เราเป็นคนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง เคยลงทุนหุ้นอยู่ครึ่งนึงของพอร์ต และก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้เงินในอนาคต พอมาในวันนี้ เห็นธนาคารไหนๆ ก็ทำ QE หรือลากไปถึงการ “พิมพ์” เงินมาให้รัฐบาลใช้จ่ายอย่างในอินโดนีเซีย เลยตัดสินใจเปลี่ยนพอร์ตเป็นลงทุนในหุ้น 100% เสียเลย หรือการเข้าไปซื้อตราสารที่เราไม่รู้จักเพียงเพราะให้ดอกเบี้ยที่สูง อย่างนี้ก็อาจจะถือเป็นการรับความเสี่ยง “มากเกินไป” (“Excessive” risk taking) ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่เป็นพฤติกรรมที่ต้องเฝ้าคอยระวัง

แน่นอนว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ได้หมายความว่าเราควรจะกลัวหรือถูก “ขู่” ให้กลัวความเสี่ยงนั้น แต่ควรจะหาความรู้ว่าเราจะรับมือกับมันอย่างไรเสียมากกว่า การติดตามสถานการณ์ และประเมินแนวโน้มการลงทุนระยะยาว รวมถึงการศึกษาเข้าใจการลงทุนว่ามีความเสี่ยงใดบ้าง (ไม่ใช่ความเสี่ยงด้านราคาเท่านั้น แต่เป็นความเสี่ยงด้านอื่นด้วย) มีการกระจายการลงทุนที่เพียงพอเพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม เหล่านี้ก็สามารถช่วยให้เรารับมือกับความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

อย่างการติดตามพอร์ตการลงทุน และการปรับน้ำหนักการลงทุนปัจจุบันกลับมาสู่ระดับที่เหมาะสม (Rebalance) ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาได้เช่นกัน อาทิเช่น หากพอร์ตเดิมของเรามีหุ้นไทยอยู่ 50%, ทองคำอยู่ 10% และบอนด์อีก 40% พอร์ตนี้คงจะติดลบอยู่ราวๆ -2.7% ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ แม้ว่าหุ้นไทยจะปรับตัวลงถึง -13.8% และเรามีหุ้นไทยอยู่ถึงครึ่งพอร์ต แต่การที่ราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นมาก ราวๆ 35% ในปีนี้ ก็สามารถช่วยพยุงพอร์ตได้ไม่น้อย (สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการกระจายความเสี่ยง) แต่ทว่า เมื่อผ่านไป 7 เดือน สัดส่วนการลงทุนก็จะเริ่ม “เบ้” จากที่วางแผนไว้ จาก บอนด์-หุ้น-ทอง ที่ 40 : 50 : 10 สัดส่วนก็จะกลายเป็นราวๆ 42 : 44 : 14 จากราคาสินทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 7 เดือนแรก เราก็อาจจะมีการ Rebalance พอร์ต โดยปรับลดน้ำหนักทองคำ (และบอนด์) กลับมาระดับที่วางแผนไว้เดิม (หรือจะมากกว่านั้นเล็กน้อยก็ได้ขึ้นอยู่กับมุมมองราคาทองคำ) ซึ่งเท่ากับเป็นการล็อคกำไรที่ได้จากลงทุนในทองคำ และหันเข้าเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น ซึ่งอาจจะหมายถึงการได้ซื้อของที่ “ถูก” ก็เป็นได้

นั่นเป็นแค่พอร์ตตัวอย่าง แต่จะให้ดีกว่านั้นคือการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศบ้าง ซึ่งมีหลายจุดเด่นที่หุ้นในประเทศอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ได้นัก

ดังนั้น พฤติกรรม Search for yield และการรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น จึงอาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ภายใต้ภาวะดอกเบี้ยต่ำ (ผลจากนโยบายและมาตรการ QE) แต่ก็ยังต้องอยู่ภายใต้กรอบที่สมเหตุสมผล และไม่ได้รับความเสี่ยงจน “มากเกินไป” เพื่อให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสมครับ

บทความแนะนำ