posttoday
เรียน “ออนไลน์” กับการปิด-เปิดโรงเรียนในช่วงโควิด-19

เรียน “ออนไลน์” กับการปิด-เปิดโรงเรียนในช่วงโควิด-19

28 เมษายน 2563

คอลัมน์ ทันเศรษฐกิจ

บทความ โดย...ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) www.econ.nida.ac.th; [email protected] และ ศาสตราจารย์ ดร. ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [email protected]

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมที่เป็นทั้ง 1) อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ต้องมีการปรับตัวไปสู่การเรียนการสอบออนไลน์ให้กับนักศึกษาในช่วงโควิด-19 กำลังระบาด 2) นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนา (โดยเฉพาะการพัฒนามนุษย์) ที่หลัง ๆมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ “การศึกษา” มากพอควร และ 3) เป็นผู้ปกครองของลูกสองคนที่เคยเรียนโรงเรียนประถมที่โด่งดังและเข้ายาก (ที่สุด) ในระบบไทย แต่ด้วยความที่ไม่ชอบในระบบจึงให้ลูกออกมาเรียนในโรงเรียนแถวบ้าน ซึ่งมีการเรียนการสอนเป็นแบบอินเตอร์ และเนื่องจากที่เป็นโรงเรียนในระบบอินเตอร์นี้เอง จึงทำให้ลูกของผมจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบการเรียนออนไลน์ในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากการเฝ้าดูและประเมินการเรียนออนไลน์ของลูกเราพบข้อสังเกตและข้อสรุปดังนี้

1. การเรียนออนไลน์เป็นเรื่องการปรับตัวของครูและนักเรียนครั้งใหญ่

เมื่อ 7-10 สัปดาห์ที่แล้ว โรงเรียนอินเตอร์ในไทยถือว่า สามารถปรับพฤติกรรมเร็วมาก มีการซื้อโปรแกรมและอบรมครูให้จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วภายใน 1-4 สัปดาห์ โรงเรียนที่ปรับตัวช้าหน่อยถึงกับหยุดเรียนเพื่ออบรมครูและจัดวางระบบการเรียนออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วก่อนที่จะถูกสั่งปิดโรงเรียน เหตุเพราะโรงเรียนเหล่านี้มีความพร้อม

- ครูใช้คอมพิวเตอร์กันเป็นอยู่แล้ว การบ้านปกติเป็นระบบออนไลน์อยู่แล้ว (เช่น Google Classroom, Zoom, Microsoft Teams, Math Map, Kahn Academy) ระบบเหล่านี่เป็นภาษาอังกฤษที่มีการใช้อย่างชำนาญในการสอนปกติ

- นักเรียนมี Computer Literacy คือมีความพร้อมทางด้านไอที ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ดี สามารถจัดการกับโปรแกรมต่างๆ เช่น Word Document, PowerPoint แม้แต่โปรแกรมวาดภาพต่างๆ เด็กโตทุกคนมี Email สามารถส่งงาน สื่อสารกับเพื่อนทางระบบไอทีได้ก่อนยุคโควิด

- นักเรียนทุกคนมีความพร้อมด้านทุนทรัพย์ แทบทุกคนมีคอมพิวเตอร์ใช้ กรณีที่คอมพิวเตอร์ที่บ้านไม่พอ ก็แค่สั่งหรือซื้อ laptop จากร้านคอมพิวเตอร์ภายใน 1 ชั่วโมง ไม่นับรวมเครื่องพิมพ์ printer ที่ต้องใช้ในบางงาน ที่หากไม่มีก็ซื้อใหม่ได้ ไม่เดือดร้อนมาก

แต่การปรับตัวที่ยากที่สุดคือระบบการเรียนของระบบฝรั่ง (ขอใช้คำรวม) จะเป็นการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เน้นการคิดวิเคราะห์ เน้นการพูดคุย เน้นการสื่อสาร ทำให้การเรียนออนไลน์เป็นเรื่องที่ต้องปรับตัวสูงมากสำหรับครูและเด็ก การเรียกเด็กตอบหรือยกมือผ่านคอมพิวเตอร์ หรือสังเกตว่า เด็กกำลังเบื่อเป็นเรื่องยากมากสำหรับครูฝรั่ง เด็กเองก็มีความเศร้าที่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน การทำงานกลุ่ม การปรึกษากัน การเปิดเพลงเต้นระหว่างทำงานกลุ่มในห้องกลายเป็นอดีตที่น่าเศร้า แม้แต่การเชียร์เพื่อนในทีมในการเล่นวิชาพละศึกษา ก็ไม่เกิดขึ้นในการเรียนออนไลน์

เราสังเกตว่า ในวันแรกๆ ของการเรียนออนไลน์ ครูทุกคนจะตื่นเต้น ตั้งใจมาก จะให้การบ้าน อัดหนักจนเด็กมึนเพราะทำงานส่งไม่ทัน บางคนถึงกับต้องนอนดึกดื่นเพื่อทำงานให้ทัน แต่ครูฝรั่งละเอียด หลัง ๆ คงมีการประชุมกันเพราะเห็นว่า งานลดลง Focus เปลี่ยนไป บางที่ถึงขั้นแนะนำให้เด็กหยุดทำงาน (และไม่คาดโทษ) หากใช้เวลากับหน้าจอเกิน 6-7 ชั่วโมง (เพราะยังเป็นการทำร้ายสายตา) และมีการส่งคลิปช่วยผ่อนคลายต่างๆ มาให้นักเรียน

2. การเรียนออนไลน์เป็นเรื่อง “น่าเบื่อและเครียด” สำหรับทุกคน

ถ้าเราตั้งต้นว่า การไปโรงเรียนควรเป็นเรื่องสนุก เรื่องน่าเบื่อที่เกิดขึ้นของการเรียนออนไลน์ก็คือ เมื่อเราต้องทำตามตารางการเรียน มีเวลาตามคาบเรียน มีเวลาพักเบรกที่เด็กไม่ได้พักจริงเพราะต้องตามงานที่ทำไม่เสร็จ จนเกิดความเครียด การคาดหวังให้เด็กเล็กมีวินัย ดูนาฬิกาเป็น ทำงานส่งตามตารางเป็นเรื่องที่เป็นไปแทบไม่ได้ ไม่รวมกับที่พ่อแม่บางคนต้องเสียเวลามากไปกับการช่วยเหลือลูกเรื่องการเรียน ทั้งยังต้องเตรียมอาหารให้ลูก 3 มื้อทุกวัน และอีก 2 เบรกตามตารางโรงเรียน (ถ้าจะให้เป๊ะ)

อีกเรื่องที่พ่อแม่หลายคนประสบคือ ไม่สามารถสอนงานลูกได้ (แต่ก็อยากให้ลูกได้คะแนนดี ๆ) ถ้าทำไม่ได้ก็เกิดความเครียด พ่อแม่ที่มีความรู้ก็ต้องถามตัวเองว่า จะช่วยลูกไปทำไม? ลูกก็เลยต้องค้นคว้าเอง ทำเอง เครียดเอง ในขณะที่ถ้าอยู่โรงเรียนทั้งหมดนี้จะเป็นหน้าที่ของครู สรุปว่า เด็กก็เบื่อ ครูเองก็เบื่อเพราะพูดคนเดียว อัดเทปคนเดียว และต้องมาตามเก็บงานนักเรียนที่ส่งออนไลน์ ซึ่งมาเรื่อย ๆ ไม่จบในคาบเดียว

เราเข้าใจแล้วว่า ทำไมพ่อแม่ที่จัดการเรียนแบบ Home-School ที่ได้ผลดีได้จึงต้องทุ่มเทอย่างหนัก และโดยมากจะเป็นคนที่ไม่ต้องทำงานนอกบ้าน

3. การเรียนออนไลน์เป็นเรื่องของความพร้อมของครู

การเรียนออนไลน์เป็นการวางแผนของครูที่จะนำบทเรียนมาประยุกต์ให้สามารถเรียนโดยที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ 1 ต่อ 1 ได้ ครูต้องสรรหาบทเรียน คลิป เอกสารการสอนที่เหมือนในห้องเรียน หาอุปกรณ์จริง ทดลองจริงให้ดู และต้องหาบทเรียนเพิ่มเติมสำหรับเรื่องที่ทดแทนด้วยการทำงานหน้าคอม ฯ ไม่ได้ ครูต้องพร้อมมากๆ

ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนพูดเสมอว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยควรมาเรียนรู้การสอนจากครูประถมเหล่านี้ เพราะเราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ง่ายแน่ ๆ ณ วันนี้ มีงานวิชาการที่ออกมาหลัก ๆ 2 ชิ้นของไทยที่บอกว่า ครูไทยไม่พร้อมที่จะสอนออนไลน์

4. การเรียนออนไลน์เป็นเรื่องของความพร้อมของเด็ก

ความพร้อมของเด็กในที่นี้คือ ความมีวินัย ความพร้อมด้านไอที ความกล้าแสดงออกและโต้ตอบในการถามคำถาม ซึ่งมีความแตกต่างกันมากในเด็กโรงเรียนไทยและโรงเรียนฝรั่ง รวมถึงระดับความเครียดที่เด็กจะรับได้ในเรื่องการแข่งขัน ในการเรียนออนไลน์ของฝรั่ง เด็กจะมีการสื่อสารกันตลอดเวลา ไม่มีการเปรียบเทียบคะแนนกัน ไม่กลัวเพื่อนลอก ไม่กลัวการแสดงความคิดเห็นแล้วเสียหน้า หากเด็กโรงเรียนไทยไม่พร้อมก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดหายนะทางด้านจิตใจหากต้องมีการเรียนออนไลน์กับระบบไทยที่เราคุ้นเคย

5. การเรียนออนไลน์ไม่ได้มีประสิทธิผลการเรียนรู้อย่างที่เราเคยคาดหวัง (Over-rated)

ผมให้ Rating ประสิทธิผลของการเรียนออนไลน์ของลูกคนเล็กที่เรียนประถมไว้ที่ 25-30 % และลูกคนโตที่ 30-40 % ในขณะที่เด็ก ๆ ให้คะแนนที่ 10-20 % และเรามั่นใจว่า พ่อแม่ที่มีมุมองด้านพัฒนาการเด็กก็คงจะมี Rating ที่ไม่ต่างจากเรามากนัก สาเหตุหลัก ๆ ก็คือ การเรียนรู้ที่ดี (ของหลักสูตรฝรั่ง ไม่ใช่หลักสูตรไทย) ในวัยนี้เป็นการเรียนเชิงคิดวิเคราะห์ เชิงสร้างสรรค์ และเชิงปฏิสัมพันธ์ ซึ่งการเรียนออนไลน์ทำได้น้อยมาก

6. การเรียนออนไลน์ไม่เหมาะกับเด็กทุกคน

เราค้นพบว่า การเรียนออนไลน์ (หรือการสอนออนไลน์) ไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคน สำหรับเด็กบางคนที่วินัยสูงและเป็นกลุ่มที่เก็บตัวก็ไม่น่ากังวล แต่เด็กบางคนที่ต้องการสังคม มีความสุขกับการพบเพื่อนและครูจะเป็นเด็กที่ได้รับผลกระทบในเชิงลบที่สุด เรายังพบว่า เด็กที่ไม่ชอบออกกำลังกายจะไม่มีทางบังคับตัวเองให้ทำตามวีดีโอที่ครูส่งมาให้ได้ครบ หรือ เด็กที่ห่วงคะแนนก็จะไม่มีทางซื่อสัตย์ในการสอบออนไลน์ได้ ฯลฯ นี่ยังไม่ได้พูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เด็กยากจนที่ไม่สามารถเข้าถึงการมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว การมีห้องเงียบ ๆ ไว้เรียนคนเดียว หรือการเข้าถึงสัญญาณอินเตอร์เน็ต ซึ่งหมายความว่าการแจกแท็ปเล็ตไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย ซึ่งเรื่องนี้เรามีประเด็นให้ขบคิดมากมายในเชิงนโยบาย

7. การเรียนออนไลน์เป็นแค่ Second-best ไม่ใช่ First-best

ถึงจุดนี้ เราและนักวิชาการบางกลุ่มประเมินกันมาผิดตลอดว่า การเรียนออนไลน์จะมาแทนการเรียนการสอนในทุกระดับ แม้แต่ในมหาวิทยาลัยที่น่าจะทำได้ง่ายที่สุด ประสบการณ์ 6 สัปดาห์สอนเราว่า ตราบใดที่โครงสร้างและปรัชญาการเรียนรู้ของสังคมยังไม่นิ่ง การเรียนออนไลน์ไม่สามารถเป็น first-best ในประชากรเฉลี่ยได้เลย ซึ่งหมายความว่า การเรียนออนไลน์เป็นเพียงเครื่องมือรองไม่ใช่เครื่องมือหลักที่ครูจะใช้ในการศึกษา

8. การเรียนออนไลน์ให้ได้ผลเป็นเรื่องของการปรับปรัชญาการสอนที่กระทรวงศึกษาธิการต้องคิดหนัก

การให้เด็กไทยปรับไปใช้ระบบการเรียนออนไลน์จะต้องคำนึงถึงข้อ 1-7 ที่กล่าวมาทั้งหมด ปรัชญาการสอนของไทยเคยเป็นแบบ Traditional หรือแบบอนุรักษ์นิยม ที่ผู้สอนเป็นใหญ่ในปฏิสัมพันธ์ของการเรียนรู้และมีการเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่คะแนน หากใช้ปรัชญาการเรียนออนไลน์แบบอนุรักษ์นิยม การเรียนการสอนจะง่ายมากสำหรับผู้สอน แต่จะเป็นความน่าเบื่อและความเครียดสำหรับเด็กและผู้ปกครอง เพราะหน้าที่ของคนจัดทำระบบออนไลน์ก็จะเป็นเพียงแค่การหาครูดีๆ มาสร้างสื่อการเรียน และให้นักเรียนเปิดคลิปดูตามตารางเรียน สั่งการบ้าน และสอบ (ออนไลน์) หากเราจะทำเรื่องนี้เป็นการเฉพาะหน้า เราก็คงไม่ต้องเตรียมการอะไรมากไปกว่านี้มากนัก ยกเว้นการจัดหา Facility ให้เกิดการเรียนออนไลน์ได้เท่านั้น

ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้กำกับดูแลโรงเรียนเอกชนรวมทั้งโรงเรียนอินเตอร์ควรทราบว่า การเรียนการสอนออนไลน์ของโรงเรียนอินเตอร์ที่ท่านคิดว่าดีแล้วนั้น จริง ๆ ไม่ได้มีประสิทธิผลตรงตามปรัชญาการเรียนของฝรั่งเลย การที่โรงเรียนอินเตอร์ทำได้ดีที่ท่านเห็นเป็นเพียง Second-best เท่านั้น อย่าไปคิดว่า ดีแล้วให้ทำต่อไป ควรหาแนวทางสนับสนุนให้มีการกลับไปเปิดเรียนตามแนวทางเดิม (ที่ดีกว่า) ดีกว่า

เรียน “ออนไลน์” กับการปิด-เปิดโรงเรียนในช่วงโควิด-19

ข้อเสนอแนะการบริหารจัดการการเรียนออนไลน์ของโรงเรียน

1. กระทรวงศึกษา (ภายใต้สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน) ไม่ควรขยาย “การปิดเรียนในโรงเรียน” ของโรงเรียนอินเตอร์ (แต่สั่งให้โรงเรียนสอนออนไลน์อีก 3 เดือน) มาให้ตรงกับโรงเรียนไทย (1 กรกฎาคม 2563) เนื่องจากโรงเรียนอินเตอร์เหล่านี้ล้วนมีความพร้อมค่อนข้างสูงในการเปิดเรียนให้เด็กได้ไปเรียนที่โรงเรียน ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นกลุ่มเฉพาะที่ผู้ปกครองมีการดูแลตัวเองและบุตรหลานในช่วงล็อคดาวน์เป็นอย่างดี (ผ่านมา 6 สัปดาห์แบบปลอดเชื้อ) ดังนั้น

1.1. ในสถานการณ์ระบาดและแนวโน้มในปัจจุบัน ควรเปิดเรียน “ตามความพร้อมของโรงเรียน” ได้เลยในกลางเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน โดยมีมาตรการกำกับนักเรียน ครู และพนักงานอย่างเข้มงวดด้วยการสืบประวัติครอบครัว การรักษาความสะอาด และการปฏิบัติตัว มีนโยบายแบบสมัครใจโดยให้ครูจัดการเรียนการสอนแบบ Live ให้กับนักเรียนที่เรียนอยู่บ้าน (ผู้เขียนเชื่อว่า คงมีน้อยคนที่อยากเรียนที่บ้าน) ในกรณีเด็กเล็กถึงประถมต้น ควรหารือกับโรงเรียนถึงความพร้อมในการดูแลนักเรียนกับโรงเรียนผู้ให้บริการเป็นรายๆไป หากไม่พร้อม ควรจัดการเรียนการสอนในกลุ่มเด็กเล็กที่บ้านต่อไป

1.2. การเปิดเรียนก่อน 1 กรกฎาคม 2563 อาจพิจารณาเปิดการเรียน 2 หรือ 3 วันต่อสัปดาห์ที่โรงเรียนสำหรับการเรียนในวิชาที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ ความสร้างสรรค์ และการคิดวิเคราะห์ และ 2-3 วันที่บ้านสำหรับวิชาที่การเรียนออนไลน์สามารถทดแทนการเรียนที่โรงเรียนได้

2. สำหรับโรงเรียนไทย (ที่เป็นเด็กส่วนใหญ่ของประเทศ) ผู้บริหารควร “เรียนรู้และสังเกตการณ์” การบริหารจัดการโรงเรียนอินเตอร์เป็นกรณีศึกษาในเรื่องการเรียนออนไลน์ และดูแนวทางในการจัดการเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียนของโรงเรียนไทยในช่วงโควิดนี้ เพราะขนาดโรงเรียนอินเตอร์มีความพร้อมทั้งด้านระบบการให้บริการ ครู ตัวเด็ก และครอบครัว ถ้ายังมีปัญหาอะไร แปลว่าโรงเรียนไทยที่เด็กและครูส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อมเท่าก็จะยิ่งประสบปัญหามากกว่านี้

3. สำหรับโรงเรียนไทย การเลื่อนเปิดเทอมเป็น 1 กรกฎาคม เป็นนโยบายที่ตัดสินใจไปแล้วบนพื้นฐานของความไม่แน่นอนของมาตรการการเปิดประเทศ หากมีการพิจารณาการเปิดการทำงานของผู้ปกครอง เสนอให้พิจารณามาตรการการดูแลเด็กในบ้านร่วมกันระหว่างกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ (พม) และ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

- การจัดการเรียนการสอนเด็กประถมปลายที่จะเปิดเรียน 1 ก.ค. ควรเร่งรัดการจัดระบบการเรียนการสอนออนไลน์ไว้เป็นทางเลือกในกรณีที่อาจจะยังมีผลกระทบกับโรคระบาดอยู่ ควรเร่งจัดทำสื่อออนไลน์ ใช้สื่อกลางที่จะเป็นการลดภาระครู และพัฒนาทักษะครูให้ดำเนินการเป็น Coaching และสามารถจัดการเรียนการสอนแบบ Problem-based learning ให้มากขึ้น ซึ่งข้อนี้มีความท้าทายมากในช่วงเวลาสั้นๆ

- สำหรับเด็กเล็ก วัยอนุบาล-วัยประถมต้น เสนอทางเลือก 2 options

• Option 1: ช่วงเปิดเทอมเดิม (พ.ค.-มิ.ย.) ที่จะมีการเปิดประเทศ ปรับโรงเรียน (ที่ปิดเรียน) ปรับโรงเรียนเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก โดยขยายพื้นที่บริการในโรงเรียนตามมาตรการเข้มงวดของการสาธารณะสุขเรื่องการระบาด เพื่อลดภาระคนทำงานสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นและสมัครใจนำบุตรหลานไปฝาก รัฐก็จะได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนในส่วนนี้ด้วย ข้อเสนอนี้อยู่บนพื้นฐานความเข้าใจที่ว่า เด็กเล็กผ่านการกักตัว อยู่บ้าน ลดเชื้อเพื่อชาติมาได้ 6 สัปดาห์แล้ว ทั้งนี้ มาตรการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงผู้สูงอายุในบ้านด้วย

• Option 2: สนับสนุนเงินช่วยดูแลบุตรถึงวัยอนุบาล- ป.3 (ชั่วคราว ระหว่างเปิดประเทศในช่วงการระบาด) เพื่อลดภาระ ลดความเครียดของผู้ปกครอง โดยกลุ่มนี้ขอให้งดไปโรงเรียนก่อนเดือนสิงหาคม

4. สำหรับโรงเรียนไทย ควรใช้บทเรียนจากการเปิดเรียนของโรงเรียนอินเตอร์เป็นกรณีศึกษา ในกรณีที่จำนวนนักเรียนต่อห้องมีจำนวนมาก ควรพิจารณา “ปรับเปลี่ยนพื้นที่ในโรงเรียนและนอกโรงเรียนและตารางเรียนให้มีการใช้งานที่เป็นลักษณะการเว้นช่องว่างทางสังคม” เช่น พิจารณาปรับพื้นที่สนามเป็นพื้นที่สำหรับรับประทานอาหาร พิจารณาพื้นที่สาธารณะ เช่น ลานวัด โรงยิม อบต. เป็นพื้นที่ Node (กลุ่ม) สำหรับการเรียนออนไลน์ของนักเรียนที่ไม่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งมีสถานที่ที่จะให้ครูได้เข้ามาปรึกษาในการเรียนการสอน

5. พิจารณาให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในบ้านเรื่องการดูแลความปลอดภัยของนักเรียน การปฏิบัติตนเมื่ออยู่ที่บ้าน ก่อนเข้าโรงเรียน ที่โรงเรียน และก่อนกลับเข้าบ้าน จัดทำคู่มือ และให้ความรู้แก่นักเรียน และคนในบ้านทุกคน

ดังนั้น ถ้าคนในกระทรวงจะเลิกมองแบบโลกสวย และหันมามองในโลกของความเป็นจริงจะพบว่า เราจะต้องส่งเด็กกลับโรงเรียนให้เร็ว มาคิดตามข้อเสนอข้างต้นว่าจะส่งอย่างไร ให้ทั้ง “ปลอดภัย อยู่ได้ และ สบายใจ” กับทุกฝ่าย

ข่าวล่าสุด

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด เชลซี พบ สเปอร์ส พรีเมียร์ลีก วันนี้ 19 พ.ค.69

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด เชลซี พบ สเปอร์ส พรีเมียร์ลีก วันนี้ 19 พ.ค.69