Biotechnology ดาวเด่นแห่งทศวรรษ

วันที่ 25 ก.พ. 2563 เวลา 07:18 น.
Biotechnology ดาวเด่นแห่งทศวรรษ
คอลัมน์ I Wish You Wealth โดย...วิศรุต จารุอนันตพงษ์ AFPT? Assistant Wealth Manager ธนาคารทิสโก้

คงไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นกระแสหลักหรือกลุ่ม Megatrend สามารถตอบโจทย์นักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาได้ดีกว่าตลาดหุ้นหรือตลาดสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่นๆ โดยรวม หรือการที่กลุ่ม Megatrend ได้รับผลกระทบในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในบรรดากลุ่มที่เป็น Megatrend เอง ก็มีกลุ่มธุรกิจหนึ่งที่กำลังฉายแววว่าเป็นพระเอกในช่วงหลายทศวรรษต่อจากนี้ นั่นคือ บริษัทในกลุ่ม Biotechnology

บริษัทในกลุ่ม Biotechnology เป็นบริษัทผู้คิดค้นหรือผลิตนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีที่ผสมผสานกับการประยุกต์ความรู้ทางวิทยาศาตร์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มประสิทธิภาพ ด้านการทำงานและการอำนวยความสะดวกต่างๆ ในหลากหลายอุตสาหกรรม แต่ Biotechnology ด้านที่เป็นที่จับตาของนักลงทุนทั่วโลกที่สุด คือ Biotechnology ด้านการแพทย์ และการรักษาพยาบาล จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ ในสหรัฐฯ มีจำนวนประชาชนที่อายุมากกว่า 65 ปี ราว 39 ล้านคน ในปี 2010 และจะเพิ่มขึ้นถึงราว 74 ล้านคน ในปี 2030 หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นราว 10,000 คนต่อวัน และโรคร้ายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่าง Covid-19 ก็มีความจำเป็นต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการรักษา

ตัวอย่างของบริษัทในกลุ่ม Biotechnology ที่ประสบความสำเร็จในการคิดค้นและผลิตตัวยาที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลมีอยู่มากมาย อาทิ บริษัท Merck บริษัทยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ผู้ผลิตและพัฒนาตัวยา Pembrolizumab หรือ Keyruda ซึ่งเป็นตัวยาที่ช่วยในการยับยั้งกลไกสำคัญที่มะเร็งใช้ในการหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และจากการวิจัยพบว่า หากมีการใช้ตัวยา Keyruda ไปพร้อมๆ กับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด (Chemotherapy) จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดมากถึง 51% จากการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด อีกทั้งในปัจจุบันมีการรักษาแบบใหม่ด้วยวิธียีนบำบัด (Gene Therapy) หรือการนำดีเอ็นเอเข้าไปในเซลล์เพื่อใช้เป็นยาชนิดหนึ่งที่ไปแก้ไขผลกระทบของยีนกลายพันธุ์ภายในร่างกาย ออกฤทธิ์โดยตรงและแม่นยำต่อตำแหน่งที่เกิดการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดผลในการรักษาโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เป็นต้น

และจากการศึกษาพบว่า การรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงด้วยวิธีการยีนบำบัด (Gene Therapy) สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้เป็น 100% จากเดิมที่ผู้ป่วยรอดชีวิตเพียง 8% เท่านั้น ซึ่งบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการคิดค้นตัวยา หรือได้รับการอนุมัติจาก FDA ราคาหุ้นมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น บริษัท China Health Group หลังจากคิดค้นยาต้าน COVID-19 ได้สำเร็จ ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ในระยะเวลาเพียง 3 วัน นอกจากนั้นในปี 2017 บริษัท AbbVie ได้รับการอนุมัติตัวยา Mavyret จาก FDA ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวยาที่สามารถรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีทั้ง 6 สายพันธุ์ ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัท AbbVie ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 60% ใน 6 เดือน

นวัตกรรมทางการแพทย์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีการรักษาโรคแบบเดิมๆ ไปตลอดกาล สะท้อนจากแนวโน้มสัดส่วนยอดขายยาทั่วไปแบบดั้งเดิมที่ลดลงเปรียบเทียบกับยาที่มีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ในการพัฒนาประสิทธิภาพการรักษาทั่วโลก โดยจากปี 2010 อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 68% ต่อ 32% แต่ในช่วงปี 2017 สัดส่วนของยาทั้ง 2 แบบ อยู่ใกล้เคียงกันที่ 51% ต่อ 49% และคาดว่าในปี 2024 สัดส่วนยอดขายยาที่มีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพจะสูงกว่ายาทั่วไปแบบดั้งเดิม ตามที่แสดงในแผนภาพที่ 1

ด้านราคาหุ้นในปัจจุบันดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ซื้อ-ขาย อยู่ที่ระดับ Fwd P/E Ratio ที่ 18.92 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่แพงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ประมาณ 15 เท่า หรือคิดเป็น +1.9 SD แต่หุ้นกลุ่ม Biotechnology อ้างอิงจากดัชนี S&P 500 Biotechnology Index กลับซื้อ-ขาย อยู่ที่ระดับ Fwd P/E Ratio 12.04 เท่า หรือคิดเป็น -0.7 SD เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นหากเราพิจารณาเชิงเปรียบเทียบระหว่างดัชนีทั้ง 2 จะพบว่า หุ้นกลุ่ม Biotechnology ซื้อ-ขาย อยู่ในระดับที่ถูก (Discount) ที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดังแสดงในแผนภาพที่ 2

แผนภาพที่ 2: แสดงการเปรียบเทียบ ระดับ Fwd P/E Ratio ของดัชนี S&P 500 และ S&P 500 Biotechnology Index ของสหรัฐฯ ในช่วงปี 2010 จนถึงปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่าบริษัทในกลุ่ม Biotechnology ยังสามารถเติบโตได้อีกมากในอนาคต ตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น บวกกับการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคชนิดต่างๆ ทำให้ตัวยาที่มีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลเป็นคำตอบในการรักษาโรคใหม่ๆ ในปัจจุบันและอนาคต อีกทั้งราคาหุ้นกลุ่ม Biotechnology ในปัจจุบัน ยังอยู่ในระดับที่ถูกที่สุดในรอบ 10 ปี ทำให้การลงทุนใน Megatrend โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Biotechnology จะสามารถรับมือกับสภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจและสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้อย่างงดงาม