เริ่มต้นปีใหม่...จะอย่างไรก็จะต้องการกู้เงิน

วันที่ 06 ม.ค. 2563 เวลา 07:16 น.
เริ่มต้นปีใหม่...จะอย่างไรก็จะต้องการกู้เงิน
คอลัมน์ เศรษฐกิจคิดง่ายๆ (ดิจิทัล) ตอนที่ 1/2563 โดย...สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโร

บทความของผู้เขียนวันนี้ขอเริ่มจากมีผู้คนส่วนหนึ่งได้โพสต์ข้อความเพื่อขอความเห็น คำแนะนำ หรือคำชี้แนะจากเพื่อนๆในสื่อสังคมออนไลน์ ข้อความที่ถามในช่วงเวลาเริ่มต้นปีใหม่ชุดนี้มีความน่าสนใจในหลายประเด็น เหมาะควรกับการนำมาเสนอข้อคิดเห็น แต่อย่าถือเป็นข้อแนะนำเลยนะครับ เผื่อว่าใครบางคนที่กำลังเจอเรื่องราวที่ใกล้เคียงกันจะได้นำไปใช้ประโยชน์กันต่อไป

คำถามที่เป็นกระทู้เริ่มต้นว่า

... เนื่องจากผมวางแผนจะกู้เงินจากธนาคารเพื่อไปซื้อบ้าน พอได้ไปเช็กเครดิตบูโรมาด้วยตัวเองจากศูนย์ตรวจเครดิตบูโรที่บีทีเอสอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พบข้อมูลในรายงานเครดิตบูโร ว่า

1. ยังมีภาระผ่อนบ้าน เดือนละ 3,000 กว่าบาท แล

2. มีข้อมูลรายงานการปรับโครงสร้างหนี้บัตรเครดิต ของธนาคารอีกแห่งหนึ่งแต่ก็ได้ผ่อนชำระตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวตรงกำหนดมาตั้งแต่ปี 2560

3. ส่วนสินเชื่อบ้านตามข้อ 1. ตอนนี้ได้ไปปิดยอดหนี้แบบปิดบัญชีแล้วมาเมื่อวานนี้ และ

4. กำลังจะรวมเงินอีกก้อนไปปิดยอดปรับโครงสร้างหนี้บัตรเครดิตตามข้อ 2.ให้หมดเรื่องหมดราว

คำถามคือ ไม่ทราบว่าพอที่จะมีธนาคาร ใดรับเงื่อนไขคนยื่นขอกู้ที่มีประวัติการปรับโครงสร้างหนี้บัตรเครดิตแต่ว่าได้ปิดบัญชีแล้วอยู่บ้างไหมครับ และคำถามที่อยากรู้มากคือหลังจากปิดบัญชีปรับโครงสร้างหนี้แล้วต้องรอระยะเวลานานแค่ไหน มีคนบอกว่าระยะเวลาดูใจอาจจะนานเป็นปีเลยอ่ะครับ ผมทำงานบริษัทครับ เงินเดือนรวมพิเศษก็ได้เดือนละ 60,000 บาท รบกวนใครพอจะมีคำแนะนำด้วยนะครับ... โพสต์เมื่อ 4 มกราคม 2563

ในความเห็นของผมขอตอบดังนี้นะครับ

1. ถ้าปิดบัญชีสินเชื่อบ้านที่มีอยู่แล้ว การยื่นขอสินเชื่อไปซื้อบ้านหรือคอนโดอีกครั้ง ควรต้องสอบถามเงื่อนไขให้ชัดเกี่ยวกับการวางเงินดาวน์นะครับว่าจะโดน 5% หรือ 20% ตามมาตรการป้องกันการเก็งกำไรของทางการหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่ามาตรการ LTV

2. จากนั้นให้ถามต่อว่าบ้านหรือคอนโดที่เราอยากได้นั้นจะต้องผ่อนเดือนละเท่าไหร่ เพื่อเอามาเปรียบเทียบกับรายได้ (ซึ่งอาจจะถูกหักรายการที่ไม่แน่นอนออกไป) เราลองเทียบดูว่า ยอดผ่อนต่อเดือนเทียบกับรายได้มันคิดเป็นกี่ % ถ้ามันเกิน 50% แล้วหล่ะก็ ก็ต้องคิดว่ามันจะต้องบริหารอย่างเข้มงวดเพราะมันยังอาจจะมีหนี้อย่างอื่นในอนาคตที่จะต้องผ่อนรายเดือนเช่นหนี้บัตรเครดิต (อีกครั้ง) หรือหนี้ผ่อนของจากสินเชื่อส่วนบุคคล และถ้ามันเกิน 70% ของรายได้ คงต้องบอกว่ายากที่จะได้รับอนุมัติในเวลานี้

3. คนที่มีบัญชีปรับโครงสร้างหนี้ในประวัติของตนเองนั้น

3.1 หากปิดบัญชีแล้วรหัสสถานะบัญชีจะเปลี่ยนเป็น ปิดบัญชี และข้อมูลที่ระบุวันที่ปรับโครงสร้างหนี้ หรือ TDR date ก็จะหายไป อันนี้จะเหมือนกับปิดบัญชีปกติ

3.2 แต่ถ้าหัวบัญชีนั้นชื่อ บัญชีปรับโครงสร้างหนี้แล้วล่ะก็ แม้ว่าจะปิดไปแล้ว ก็ต้องเตรียมตอบคำถามนะครับว่าเหตุใดจึงต้องไปปรับโครงสร้างหนี้

3.3 แต่ถ้ายังไม่มีการปิดบัญชีปรับโครงสร้างหนี้ แม้ว่าผ่อนได้ดีไม่มีผิดนัดชำระ คนให้กู้จะดูว่า บัญชีนี้เปิดมานานหรือยัง เทียบเวลาตั้งแต่วันที่เริ่มสัญญาปรับโครงสร้างหนี้จนถึงปัจจุบันนี้เกินกว่า 12 เดือนหรือ 24 เดือนแล้วหรือยัง ยิ่งถ้ายังไม่เกิน 6 เดือนเทียบกับปัจจุบัน ก็ต้องเรียนว่าค่อนข้างยากนะครับในการได้รับอนุมัติ จะยกเว้นเรื่องเวลาดูใจพวกนี้ก็ต้องพึ่งธนาคารของรัฐที่เรียกว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจนะครับ เงื่อนไขจะผ่อนปรนกว่า แต่จะใช้เวลานานนิดนึงนะครับ

4. สุดท้ายครับ คิดภาระที่ต้องผ่อนทุกสิ่งอย่าง ย้ำนะครับว่าอย่าหลอกตัวเอง เอายอดหนี้ครับเทียบกับรายได้ คำนวณออกมาเป็นครับว่าเกิน 70% ของรายได้ไหม ถ้าเกินก็เหนื่อยครับ

5. สุดท้ายของสุดท้ายเอายอดผ่อนทั้งปวงลบออกจากรายได้ ซึ่งจะได้เป็นเงินเหลือในการใช้จ่ายรายเดือน เอาตัวเลข 30 วันไปหารดูครับ นั่นแหละครับคือเงินรายได้สุทธิจากหนี้ทั้งปวงที่เราจะใช้ยังชีพ กินอยู่ต่อวัน ถ้าตัวเลขมันคือ 300 บาทต่อวัน ชีวิตเราก็จะเท่ากับ "ทำงานหาเงินเป็นมนุษย์ออฟฟิศหากแต่ใช้ชีวิตดั่งกรรมกรรายวัน"

เป็นข้อมูลเอาไปลองคิดต่อนะครับ

ขอบคุณครับที่ติดตาม

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต