คิดจะเก็บกำไร Futures มือใหม่ต้องรู้อะไรบ้าง 

  • วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 10:29 น.

คิดจะเก็บกำไร Futures มือใหม่ต้องรู้อะไรบ้าง 

โดย...วารุณี อินวันนา

ช่วงนี้บรรยากาศการซื้อ/ขายในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ TFEX (ตลาดอนุพันธ์) มีความคึกคักมากในรอบ 10 ปี เพราะดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ค่อนข้างแกว่งตัว นักลงทุนกลุ่มหนึ่งจึงเข้าไปเก็บกำไรและป้องกันการขาดทุนของพอร์ตหุ้น

เพราะในตลาด TFEX จะใช้เงินลงทุนน้อย ไม่ต้องจ่ายเงินเต็มมูลค่าสัญญา เพียงแค่วางเงินประกัน 10-15% ของมูลค่าสัญญา ก็ซื้อ/ขาย (เทรด) ได้แล้ว มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าการซื้อขายหุ้นทั่วไป แต่ถ้าขาดทุนก็ขาดทุนสูงกว่าหุ้น

นอกจากนี้ การเข้ามาเทรดสินค้าในตลาดนี้ยังสามารถทํากําไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง เพราะในการตกลงซื้อขายสัญญาล่วงหน้านั้น ผู้ซื้อและผู้ขายจะตกลง “ราคา” กันว่าจะซื้อหรือจะขายสินค้าในอนาคตที่ราคาเท่าไร แต่ยังไม่จ่ายเงินเต็มราคาตามที่ตกลง

ผู้ลงทุนจึงสามารถ “ซื้อก่อน ขายทีหลัง” เพื่อทํากําไรช่วงตลาดขาขึ้น หรือ “ขายก่อน ซื้อทีหลัง” หากคาดว่าตลาดอยู่ในช่วงขาลง หากราคาฟิวเจอร์สเคลื่อนไหวขึ้นหรือลงตามที่คาดไว้จริง ผู้ลงทุนก็จะได้กำไรตามส่วนต่างที่เกิดขึ้น

ปริมาณการซื้อขายรวมของเดือน พ.ค. จนถึงวันที่ 18 พ.ค. มีจำนวนกว่า 5.24 ล้านสัญญา เฉลี่ยต่อวันกว่า 4.03 แสนสัญญา สถานะคงค้างกว่า 3.56 ล้านสัญญา

หากรวมตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 18 พ.ค. มีปริมาณการซื้อขายรวมกว่า 42 ล้านสัญญา ถือว่าคึกคักมากเพราะยังไม่ถึงครึ่งปีเลย ก็ทำสถิติได้เกินครึ่งของยอดซื้อขายรวมของปี 2560 ที่มี 79 ล้านสัญญา

สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่อาจจะยังงงๆ ว่าตลาด TFEX ซื้อขายอย่างไร และทำกำไรได้ทั้งหุ้นขาขึ้นและหุ้นขาลงอย่างไร  ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตลาดนี้จัดตั้งขึ้นมาเพิ่งครบรอบ 12 ปีไปหยกๆ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เริ่มแรกเปิดให้เฉพาะนักลงทุนสถาบันเท่านั้นก่อนที่จะเปิดให้นักลงทุนทั่วไปเข้าไปทำการซื้อขายได้ เมื่อเทียบกับ SET ที่เปิดซื้อขายมาตั้งแต่ปี 2518 ปีนี้ก็ 43 ปีแล้ว

ถ้าเทียบอายุของ TFEX ก็กำลังเข้าสู่วัยรุ่น แต่นักลงทุนที่มีสัดส่วนมากที่สุดจะอยู่ในวัย 35-45 ปี ขณะที่ SET เข้าสู่วัยกลางคน

สินค้าที่ได้รับความนิยมซื้อ/ขาย(เทรด) สูงสุดจะเป็น SET50 Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาที่กำหนดผู้ซื้อ และผู้ขายมีพันธะต้องซื้อขายกันตามที่ตกลงในสัญญา

ทศพล ศักดิ์ถาวรดำรง ผู้อำนวยการ/ฝ่ายธุรกรรมตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ ที่ดูแลลูกค้าสถาบันรายใหญ่มาโค้ชชิ่ง “ลงทุน Futures ฉบับมือใหม่” ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงนี้มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยผู้ซื้อขายกลุ่มใหญ่คือนักลงทุนรายย่อย รองลงมาเป็นนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างประเทศ

ส่วนใหญ่รายย่อยจะเป็นการ Long หรือซื้อฟิวเจอร์ส แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นการสะท้อนมุมมองแนวโน้มขาขึ้นของ SET เพราะส่วนใหญ่เข้ามาเก็งกำไรเท่านั้นไม่ได้ถือยาว

การลงทุนในฟิวเจอร์สสามารถใช้เก็บกำไร สร้างกระแสเงินสดรายวัน หรือรายสัปดาห์ได้ไม่ยาก หากเข้าใจ ถ้าไม่มีความรู้ กะเข้าไปเก็งกำไรอย่างเดียวจะเสียมากกว่าได้ ซึ่งความไม่รู้คือความเสี่ยงที่มากที่สุดของการลงทุน

เริ่มกันที่ฟิวเจอร์สไม่ใช่สินทรัพย์และไม่ใช่หุ้น แต่เป็นสัญญาที่มีภาระผูกพันมีระยะเวลาหมดอายุ

สัญญาที่คล้ายฟิวเจอร์สและคนส่วนใหญ่คุ้นเคยกัน คือ ใบจองคอนโดมิเนียม เช่น โครงการจะแล้วเสร็จในอีก 3 ปีข้างหน้า 1 ยูนิต ราคา 3 ล้านบาท กำหนดราคาใบจอง 3 แสนบาท เราก็ซื้อใบจองเพื่อล็อกราคา 3 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้า

หากทิ้งใบจอง คือ เมื่อถึงเวลาไม่ไปทำสัญญาซื้อขายห้องนั้น เราจะเสียหาย 3 แสนบาท แต่ระหว่างที่คอนโดยังสร้างไม่เสร็จ ราคาห้องอาจจะมีการปรับขึ้น เราเกิดเปลี่ยนใจไม่อยากได้ห้อง ก็นำใบจองนั้นไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้นได้ หรือหากราคาห้องมีการปรับตัวลดลง ก็นำใบจองไปขายต่อในราคาที่ลดลง

ข้อดีของการซื้อขายสัญญาในตลาด TFEX คือมีความน่าเชื่อถือมีการปรับมูลค่าตามราคาตลาดทุกวัน เพื่อดูว่ากำไรหรือขาดทุน ต่างจากการซื้อขายใบจองคอนโดที่ต้องไปหาเองว่าใครอยากซื้อ

การวางเงินหลักประกันในการซื้อฟิวเจอร์ส จะมีการวางเงินแค่บางส่วน เช่น มูลค่าสัญญาที่ซื้อ 2 แสนบาท เราวางแค่ 1 หมื่นบาท ก็คล้ายการซื้อใบจองคอนโด เราวางเงินแค่ 3 แสนบาท จากราคาเต็มราคา 3 ล้านบาท

หากฟิวเจอร์สเกิดการขาดทุน เราต้องนำเงินสดหรือสินทรัพย์ที่สามารถนำไปวางเป็นหลักประกัน (มาร์จิ้น) เพิ่ม เพื่อให้แน่ใจว่าเราไม่เบี้ยวคู่สัญญา

ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามักจะใช้คำว่า Long แทนคำว่าซื้อ กับ Short  แทนคำว่า ขาย คำนี้มีที่มาฟังดูแล้วก็จะออกขำๆ เล่ากันว่า

ที่ใช้คำว่า Long แทนคำว่า ซื้อเพราะฟิวเจอร์สบางส่วนจะอิงราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เวลาราคาหุ้นปรับตัวขึ้นจะใช้เวลายาวนานอาจ 1-2 เดือน  แต่พอหุ้นขาลงจะลงเร็วมาก 100 จุด ใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ใช้เวลาสั้นๆ

แล้วจะเทรดอะไรได้บ้าง สำหรับมือใหม่ถือว่าตลาดนี้มีสินค้าเพียงพอกับการใช้บริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุม ด้านการลงทุน การป้องกันความเสี่ยง แต่ชื่อออกจะเรียกยากเพราะส่วนใหญ่จะเรียกทับศัพท์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด

มือใหม่ให้เริ่มจาก SET50 Index Futures หรือ เซต50 อินเด็กซ์ ฟิวเจอร์ส ราคาจะเคลื่อนไหวตามหุ้นขนาดใหญ่ 50 บริษัทในกลุ่ม SET50 ของตลาดหลักทรัพย์ ความผันผวนของราคาจะต่ำ เพราะเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องดีและมีขนาดใหญ่ มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ถ้าสภาพคล่องไม่ดี ราคามีการปรับลงทีละเยอะๆ ก็จะถูกถอดออกจาก SET50

ถ้าคิดว่าเข้าใจแล้วก็ขยับมาเทรด Stock Futures หรือ สต๊อก ฟิวเจอร์ส ที่อ้างอิงราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 97 บริษัท กำไรทีก็เป็นกอบเป็นกำ ถ้าขาดทุนก็เป็นกอบเป็นกำช้ำสุดๆ เหมาะกับคนที่เล่นหุ้นเก่งอยู่แล้ว มองหุ้นขาด

นอกจากนี้ ยังมี Sector Futures หรือ เซ็กเตอร์ ฟิวเจอร์ส เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มสื่อสาร กลุ่มธนาคาร ราคาจะอ้างอิงดัชนีของกลุ่มเหล่านี้ในตลาดหลักทรัพย์

ใครชอบทองก็มีสินค้าให้เลือก คือ Gold Futures  หรือ โกลด์ ฟิวเจอร์ส จะอิงราคาทองคำบริสุทธิ์ 96.5 ของตลาดโลก และแปลงเป็นเงินบาทอีกที ซึ่งเหมาะกับคนที่มีเวลาติดตามราคาทองคำในตลาดโลก มีเวลาติดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และชอบนั่งดูจอตอนกลางคืน เพราะราคาทองคำจะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ตลาดสหรัฐเปิดคือกลางคืน

กลุ่มนี้ มี Gold D อ้างอิงราคาทองคำบริสุทธิ์ 99.99% ซึ่งสามารถซื้อทองคำแท่งจริงได้ในวันที่สัญญาหมดอายุ

รวมถึงสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงเงินดอลลาร์/บาท ชื่อ USD Futures  หรือ ยูเอสดี ฟิวเจอร์ส ที่คนจะมีการติดตามบ่อยครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางต่างประเทศบ่อย และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผู้ส่งออก เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับตราสารหนี้ Interest Rate Futures  เพื่อใช้บริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่วนใหญ่นักลงทุนสถาบันจะเทรดกัน

ขณะเดียวกันยังมีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีการส่งมอบสินค้าจริง เมื่อครบสัญญาที่อ้างอิงราคายางพารา ชื่อ RSS3D Futures และที่สามารถเลือกได้ว่าจะส่งมอบสินค้าจริง หรือเงินสด ชื่อ RSS3

รู้จักสินค้าที่เหมาะกับมือใหม่แล้ว อยากจะเป็นมือใหม่ ต้องไปเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ที่เป็นสมาชิกของตลาด TFEX กันได้เลย หลังจากนั้นก็ส่งคำสั่งซื้อ/ขายเหมือนหุ้น

นักลงทุนที่เดินเข้ามาเทรดฟิวเจอร์ส มีความตั้งใจอยู่ 2 อย่าง คือ เก็งกำไร ก็ซื้อถูก ขายแพงเหมือนหุ้นและเพื่อบริหารความเสี่ยง หรือพอร์ตหุ้นที่มีอยู่แล้ว ซึ่งสามารถซื้อก็ได้ขายก็ได้

ก่อนส่งคำสั่งเทรดต้องรู้ว่าฟิวเจอร์ส นั้นอ้างอิงสินทรัพย์อะไร มูลค่าสัญญาเท่าไร ถ้าไม่ทราบเหมือนกับการซื้อใบจองคอนโด โดยที่ไม่ทราบว่าราคาคอนโดนั้นอยู่ที่เท่าไร เป็นการเปิดความเสี่ยงให้กับตัวเอง และไม่ควรเสี่ยงมากเกินไป เพราะการเทรดฟิวเจอร์สมีอัตราทด (Leverage) จากการที่ไม่ต้องชำระเงินเต็มมูลค่าสัญญาทำให้มีเงินเหลือ

ไม่ควรนำเงินที่เหลือมาใช้เก็งกำไรโดยขาดความเชี่ยวชาญ เช่น เรามีเงิน 3 ล้านบาท เตรียมไว้จ่ายค่าคอนโดที่จะเสร็จในอีก 3 ปีข้างหน้า แต่ใบจองซื้อคอนโดขายเพียง 3 แสนบาท มีเงินเหลือก็อาจจะไปซื้อใบจองเพิ่มอีก 4-5 ใบเพื่อเก็งกำไร อาจเกิดการขาดทุนได้ เพราะในความเป็นจริงเมื่อถึงเวลาส่งมอบคอนโดเราไม่สามารถจ่ายได้ทั้งหมดเพราะมีเงินอยู่แค่ 3 ล้านบาท

ยกตัวอย่าง การหามูลค่าของสัญญาเซต 50 อินเด็กซ์ ฟิวเจอร์ส ดัชนีอ้างอิง คือ SET50 อยู่ที่ 1,000 จุด คูณด้วยค่าความผันผวน 200 มูลค่า 1 สัญญาอยู่ที่ 2 แสนบาท หากดัชนีสินค้าอ้างอิงเปลี่ยนมูลค่าสัญญาก็จะเปลี่ยน และต้องดูวันหมดอายุของสัญญา จะต้องทำตามสัญญาที่ผูกพันไว้ ไม่งั้นจะถูกปรับ และตลาดจะทำการปิดสัญญาให้อัตโนมัติ แต่แนะนำให้ปิดสัญญาก่อนวันหมดอายุจริง 5 วัน ด้วยการขายปิดสถานะ แล้วเข้าไปเปิดสัญญาใหม่ เพราะเวลาที่ใกล้หมดอายุราคาจะผันผวนมาก

ในกรณีตลาดหุ้นเป็นขาลง การนำฟิวเจอร์สมาบริหารความเสี่ยงหุ้นในพอร์ต สมมติปัจจุบันพอร์ตหุ้นมีกำไรอยู่ 10% ก็ขายล่วงหน้าออกไปที่ดัชนี 1,750 จุด หากดัชนีลงไปที่ 1,700 จุด เราก็รักษากำไร 10% ไว้ได้

กรณีที่มองว่าในช่วงปลายปีตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นอาจไปถึง 1,900 จุด หากจะรอซื้อช่วงนั้นจะได้ของแพง แต่จะซื้อหุ้นตอนนี้ก็ไม่มีเงิน เพราะโบนัสจะออกปลายปี ก็ทำการซื้อ (Long) ฟิวเจอร์ส ล่วงหน้าได้ เพราะใช้เงินน้อยกว่า เมื่อหุ้นไปถึงที่ตั้งไว้ ก็มีกำไรจากฟิวเจอร์ส นำไปซื้อหุ้นได้ และได้เงินจากโบนัสไปซื้อหุ้นเพิ่มได้อีก

มือใหม่เมื่อส่งคำสั่ง ซื้อ/ขาย แล้วต้องมีการวางหลักประกันขั้นต้น หรือ วางมาร์จิ้นกับโบรกเกอร์ แนะนำให้วางเต็มจำนวน เช่น มูลค่าสัญญา 2 แสนบาท ต้องวางมาร์จิ้น 1 หมื่นบาท ให้วางหลักประกันเต็มมูลค่าสัญญาที่ 2 แสนบาท เงินส่วนที่เหลือ 1.9 แสนบาท ยังจะได้รับอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1% ซึ่งมีการคำนวณให้วันต่อวัน ยังดีกว่านำไปฝากธนาคารที่ได้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประมาณ 0.5%

แตกต่างจากการเปิดพอร์ตซื้อหุ้น ที่แช่เงินไว้เฉยๆ โบรกเกอร์ไม่ได้ให้ดอกเบี้ยเงินที่ค้างอยู่ในบัญชี

หลักประกันขั้นต้นที่ต้องวางนี้ จะขึ้นอยู่กับความผันผวนของฟิวเจอร์ส ถ้าผันผวนสูงหลักประกันก็จะสูงขึ้น ถ้าผันผวนน้อยหลักประกันก็จะต่ำ

สำหรับกลยุทธ์ในการเทรดเพื่อเก็งกำไรนั้นมีหลายแบบ อาจจะเทรดวันละหลายรอบ ไม่ปล่อยให้มีฐานะคงค้างข้ามวัน พิจารณาแรงซื้อแรงขายเป็นหลัก หรือเทรด  1 รอบต่อวัน เป็นการซื้อขายปิดฐานะภายในวันเดียว ข้อมูลข่าวสารในแต่ละวันจะมีผลต่อราคาแตกต่างกัน ใช้การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคเป็นหลัก เทรดตามรอบการสวิงของราคา อาจใช้เวลา 2-3 วันในแต่ละรอบการซื้อขาย ทำให้มีเวลาในการวิเคราะห์กราฟและตลาด หรือเทรดเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน ดูปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค

หากใครต้องการทดลองเทรดฟิวเจอร์สเพื่อฝึกฝนวิทยายุทธ์ก่อนลงสนามจริงละก็  Click2win ของเซตเทรดเป็นที่ให้ทดสอบความเข้าใจ ถ้ามั่นใจแล้วก็ไปเก็บกำไรกันเลย อย่าลืมว่าเมื่อมีกำไรสูงก็มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน

ข่าวอื่นๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต

ข่าวอื่นๆ