กองทุนน่าลงทุน “อินเดีย-ไชน่า”.... อนาคตของเอเชีย

  • วันที่ 14 ก.ค. 2559 เวลา 11:17 น.

กองทุนน่าลงทุน “อินเดีย-ไชน่า”.... อนาคตของเอเชีย

โดย  ธนัฐ ศิริวรางกูร นักวางแผนการเงินอิสระ

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผมหมอนัท @Fundclinic กันอีกครั้งนะครับ ในช่วงที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นไปกับเรื่อง Brexit หรือ การที่อังกฤษมีการทำประชามติว่าจะออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปหรือไม่ และสุดท้ายก็มีการโหวตออกจริง ๆ จนมีแนวโน้มที่จะทำให้ประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรป ที่อยากจะถอนตัวตามอังกฤษมีมากขึ้นไปด้วย รวมถึงก็มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร จนหลายคนวิตกว่า ในระยะยาวแล้ว อาจจะทำให้สหภาพยุโรปที่เคยแข็งแกร่งนั้น อาจจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงก็เป็นไปได้สูงเลยทีเดียว

ในขณะที่ทวีปหนึ่งกำลังอยู่ในจุดเสี่ยงที่กำลังจะแยกตัวออกจากกัน แต่ในอีกทวีปหนึ่งก็กำลังมีการจับมือร่วมกันทำอะไรบางอย่าง นั่นก็คือ จีน กับ รัสเซียที่กำลังจะเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งมากขึ้น ตัวเลขเศรษฐกิจที่ย้ำแย่ของรัสเซียก็ค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่ดีขึ้นแบบก้าวกระโดดก็ตามทีครับ

ส่วนประเทศจีนเองก็มองข้ามไม่ได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะกำลังปฏิรูปเศรษฐกิจได้อย่างไม่ค่อยเข้าเป้าเท่าไหร่นัก แต่ผมมองว่าในระยะยาว ๆ แล้ว จีนเองก็สามารถขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจได้ ถึงแม้ว่าจะตะกุกตะกักระหว่างการเดินทางไปบ้างก็ตาม

โดยปัจจุบันเอง จีนก็ได้ปรับตัวจากภาคการผลิต และส่งออก เป็นประเทศที่เน้นภาคการบริการ และการบริโภคมากขึ้น ซึ่งดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อที่เป็นภาคบริการ มีการเติบโตสวนทางกับ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อที่เป็นภาคการผลิตอย่างที่จีนเองต้องการแล้วละครับ

สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ประเทศจีนกำลังจะเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่มากขึ้น และมีการประมาณการณ์กันว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ตลาดการค้าจีนเองก็จะใหญ่พอ ๆ กับ สหรัฐ ฯเลยทีเดียว ขอแต่อย่าสะดุดขาตัวเองไปเสียก่อน

ส่วนอีกประเทศที่น่าสนใจมาก ๆ ไม่แพ้จีนเลย ซึ่งในภาวะที่หลาย ๆ ประเทศกำลังชะลอตัวลงด้วยภาวะความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่กลับเติบโตได้ ที่สำคัญผมเชื่อว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่มากกว่าจีนอีกเสียด้วยซ้ำ นั่นก็คือ ประเทศอินเดียครับ

ซึ่งประเทศอินเดียในปัจจุบัน นั้นก็พัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เริ่มมีการค้าที่เปิดกว้างมากขึ้น ถึงจะยังไม่เสรีเท่ากับประเทศจีนก็ตาม แต่ก็ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ และถึงจะมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น คุณภาพของคนในอินเดีย เรื่องวรรณะ เรื่องของภาษาที่แตกต่างกัน รวมถึงเทคโนโลยีที่ยังล้าหลังอยู่ก็ตาม แต่ปัจจัยที่ทำให้อินเดียเติบโตได้ในระยะยาว คือ โครงสร้างประชากร ที่ยังคงมีสัดส่วนผู้สูงอายุ ไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ครับ ซึ่งสิ่งนี้แหละที่จะทำให้อินเดียมีศักยภาพมากกว่าประเทศอื่น ๆ ได้ในอนาคต

ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศอินเดีย หรือ จีน ก็ดูแล้วมีแนวทางการพัฒนาตัวเองไปทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น จากสิ่งที่เคยเป็นจุดอ่อนของประเทศฝั่งเอเชียมาตลอด ซึ่งผมเชื่อว่า ณ ตอนนี้ ประเทศทั้ง 2 นี้ก็กำลังพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีการพัฒนาจน่าตกใจ ทำให้มีบริษัท เทคโนโลยี เกิดขึ้นมากมายในประเทศอินเดีย และจีนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ หลังจากความวุ่นวายต่าง ๆ ของทางฝั่งยุโรป และ สหรัฐฯ ก็ทำให้กระแสเงิน กระแสการลงทุนในประเทศกลุ่ม emerging market และ ในประเทศจีน-อินเดีย ปรับตัวสูงขึ้นไปด้วย และด้วยราคาของสินทรัพย์เองก็ยังไม่แพงมากนัก โดยเฉพาะหุ้นในประเทศจีน ส่วนอินเดียถึงแม้ว่าหุ้นจะเริ่มมีราคาแพง แต่ก็มีแนวโน้มในการเติบโตสูงเช่นเดียวกันครับ

 

จากภาพจะเห็นได้ว่า ในช่วง 1-3 เดือนที่ผ่านมา มีแนวโน้มของกระแสเงินไหลเข้าประเทศในกลุ่ม Emerging Market ก็มีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

แต่การลงทุนระยะสั้นกับ 2 ประเทศนี้ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาที่อาจจะล่าช้า และเรื่องสถานทางการเงินของประเทศทั้ง 2 ดังนั้นคงไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า ประเทศ จีน และอินเดียนั้น เป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนระยะยาวมากกว่าระยะสั้น

ส่วนกองทุนจีน และ กองทุนที่ลงทุนในอินเดีย ก็มีอยู่มากมายครับ โดยถ้าเป็นการลงทุนในจีน ผมแนะนำว่าให้เลือกกองทุนที่บริหารงานแบบ active มากกว่า เนื่องจากมีหุ้นเล็ก ๆ พื้นฐานที่ดี และเติบโตสูง

โดยกองทุนจีนที่น่าลงทุน ก็คงต้องเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มที่เน้นการบริการ และสินค้าอุปโภคบริโภค การแพทย์เป็นหลัก ตามแนวทางของจีนที่กำลังจะปฏิรูปอยู่นั่นเองครับ ไม่ก็เป็นกองทุนที่เน้นการเลือกหุ้นที่พื้นฐานดี เติบโตได้ ซึ่งด้วยแนวทางการเลือกหุ้นพื้นฐานดี ก็จะช่วยลดความผันผวนในระยะยาวได้อีกทางครับ

ส่วนกองทุนอินเดีย เองก็คงต้องเน้นไปที่กองทุนสไตล์ active เช่นเดียวกัน โดยเน้นไปที่การเลือกหุ้นพื้นฐานดี และเติยโตได้เร็ว เช่นกลุ่มเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นหลัก

แต่ว่าถ้าใคร รักพี่เสียดายน้อง เดี๋ยวนี้ก็มีกองทุนที่ไปลงทุนทั้ง อินเดีย และ จีนในกองทุนเดียวเลยก็มีอยู่ด้วยเช่นกันครับ ดังนั้นหากมีเป้าหมายจะลงทุนระยะยาว 7-10 ปีขึ้นไปได้แล้วละก็ ผมเชื่อว่า กองทุนกลุ่ม อินเดีย-ไชน่า นี่แหละครับ น่าจะตอบโจทย์ของนักลงทุนระยะยาวได้ดีครับ

สุดท้ายนี้ ก่อนจากกันไป นักลงทุนเองต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการลงทุนนะครับ จะได้ลงทุนแล้วไม่ผิดพลาดนะครับ วันนี้ลาไปก่อนสวัสดีครับ

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ