“แอน” เคียงข้าง “ชาคริต” ส่ง “คุณแม่สมลักษณ์ แย้มนาม” ขึ้นสวรรค์! ทำให้แม่เป็นครั้งสุดท้าย

วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 17:00 น.
“แอน” เคียงข้าง “ชาคริต” ส่ง “คุณแม่สมลักษณ์ แย้มนาม” ขึ้นสวรรค์! ทำให้แม่เป็นครั้งสุดท้าย
“แอน” จับมือเคียงข้าง “ชาคริต” ในวันฌาปนกิจคุณแม่ “คุณแม่สมลักษณ์ แย้มนาม” ขึ้นสวรรค์

เมื่อวานนี้ 26 ธันวาคม นักแสดงหนุ่ม "ชาคริต แย้มนาม” ได้จัดพิธีฌาปนกิจ "คุณแม่สมลักษณ์ แย้มนาม” วัย 77 ปี ที่จากไปด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ (strokes) สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ทั้งนี้ทางนักแสดงหนุ่มและครอบครัวยังคงมีสีหน้าเสร้าอาลัยถึงการจากไปของบุพการีอันเป็นที่รัก โดยในงานหนุ่ม “ชาคริต" ยังได้ทำหน้าที่อ่านประวัติคุณแม่เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งมีภรรยา “แอน” คอยเคียงข้างให้กำลังใจเสมอ

โดย “ชาคริต” ได้กล่าวว่า"คุณแม่เป็นผู้หญิงที่เก่งและมีความเข้มแข็งมาก ด้วยความที่ท่านเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว คุณแม่ก็จะเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับผม คุณแม่เติมเต็มทุกอย่างให้ผม ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่าผมขาด ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกทางด้านจิตใจ หรือความเป็นอยู่ คุณแม่เลี้ยงผมเหมือนเป็นเพื่อน เหมือนเป็นผู้ใหญ่ คอยให้กำลังใจ และคอยสอนด้วยการให้คำอธิบาย ใจเย็น และปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้จากชีวิตด้วยตัวเอง คุณแม่มักจะคอยตบเราให้เข้าที่อยู่เสมอ

คุณแม่สอนผมอยู่เสมอว่า ในการใช้ชีวิตเราต้องไม่ประมาท แต่ว่าชีวิตมันก็ยาวมาก ฉะนั้นมันก็ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ มันย่อมมีขึ้นมีลง และเมื่อเราผิด ก็ให้เราเรียนรู้จากความผิดให้เป็นครู คุณแม่สอนผมเสมอว่า อย่าเอาเปรียบคนอื่น อย่าเบียดเบียนใคร แต่ในทางกลับกันเราต้องรู้จักการเป็นผู้ให้ ต้องมีความอดทน และคอยดูตัวเองก่อน ก่อนที่เราจะตัดสินคนอื่น และคุณแม่ก็บอกเสมอว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ให้ทำด้วยความจริงจัง ทำด้วยความจริงใจ

จริงๆ เราพูดเล่นๆ กันเสมอครับว่า การจะเกิดเป็นคนทั้งที มันไม่ใช่เรื่องง่าย มันเป็นสิ่งประเสริฐที่เขาได้ให้โอกาสเรามาเกิด ดังนั้นเกิดมาแล้วก็อย่าทำตัวไม่ดี จงเป็นคนดี เพราะถ้าเกิดทำตัวไม่ดีแล้ว เราก็ไม่มีคุณค่าที่จะมาแบ่งแย่งอากาศคนอื่นเขาหายใจ นี่คือคำสอนของแม่ ที่สอนผมมาตลอด

วันนี้ก็ผ่านมา 4 ปีกว่า หลังจากที่แม่ผมล้มไป ความภูมิใจที่สุดในความเป็นลูกชาย ในฐานะที่ผมเป็นคนไทย นับถือศาสนาพุทธ เมื่อวันที่ 23 มกราคม ปี 2016 เย็นวันนั้นผมได้นัดคุณแม่และญาติๆ และเพื่อนฝูงที่สนิท เข้ามาทำพิธีขอขมาเพื่อลาบวช ตามความตั้งใจที่บวชให้คุณแม่ ซึ่งวันนั้นน่าจะเป็นวันที่คุณแม่น่าจะปิติที่สุดในครั้งหนึ่งที่ลูกชายจะบวชให้

คุณแม่เอง ผมก็ต้องเรียกว่าท่านเป็นนักสู้ นักรบจริงๆ 4 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารวมจากก่อนหน้านั้นที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กๆ คุณแม่เป็นผู้หญิงที่สู้จริงๆ คุณแม่ทำทุกอย่างเพื่อลูก และตลอด 4 ปีที่เราอยู่ด้วยกันในช่วงที่ท่านป่วย เป็นช่วงที่ต้องบอกว่าผมสาหัส ซึ่งเราทุกคนก็พยายามที่จะยิ้มให้ได้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้าน

ในช่วงสุดท้ายของชีวิตผมก็ต้องบอกว่า ผมก็ดีใจที่ในช่วงชีวิตสุดท้ายของคุณแม่ อย่างน้อยท่านก็ได้เห็นผมมีครอบครัวที่สมบูรณ์ ได้เจอกับหลาน ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นอีกควาทสุขหนึ่งที่แม่ผมสัมผัสได้ และในวาระสุดท้าย ชั่วโมงสุดท้ายของชีวิต สิ่งที่ท่านน่าจะมีความสุขที่สุดก็คือ การที่ท่านได้กอดหลาน มันเป็นช่วงเวลาที่หลานกระโดดขึ้นไปกอดท่านและจูบท่านตรงหัวใจ

ซึ่งพระที่เราได้ตั้งเอาไว้ให้ท่านเพื่อที่จะนำไปทำพิธี พอเราเชิญพระนั้นออกมาซึ่งจะเหมือนเป็นบุญใหญ่ที่เราจัดทำให้คุณแม่ เจ้าตัวเล็กเป็นคนอัญเชิญพระนั้นออกมาเองหลังจากที่ได้กอดคุณแม่ และต่อจากนั้นประมาณ 20 นาที ดวงจิตของแม่ก็สงบ ก็ถือว่าเป็นบุญครับ เป็นกุศลจริงๆ และเราก็มีเวลาที่ทำให้พวกเราเข้าใจชีวิต เห็นทุกอย่างเป็นสัจธรรม มีเกิดมีดับเป็นเรื่องปกติ เรายังอยู่เราก็สู้ต่อไป ส่วนดวงจิตของแม่ถึงแม้ว่าร่างจะดับไปแล้ว แต่ดวงจิตของท่านก็ยังสามารถอยู่ในจิตในใจของเราได้ตลอด และตอนนี้คุณแม่ก็น่าจะไปอยู่ในภพในภูมิที่ดีแล้ว"

ภาพจาก @boomsiranee