16 ปี เรื่องจริงผ่านจอ ภาพสะท้อนเข้ม ๆ ในสังคมไทย

วันที่ 18 เม.ย. 2558 เวลา 10:41 น.
16 ปี เรื่องจริงผ่านจอ ภาพสะท้อนเข้ม ๆ ในสังคมไทย
โดย...พงศ์ พริบไหว

เดินทางกันมาถึงปีที่ 16 อย่างมั่นคงและแน่วแน่ตามแนวทางมาโดยตลอด สำหรับรายการสาระดีที่น้อยคนนักจะไม่รู้จักอย่าง “เรื่องจริงผ่านจอ” ซึ่งในปีนี้เพื่อเป็นการยืนยันความสำเร็จและตอกย้ำจุดยืนทางรายการจึงถือฤกษ์ เปิดโปรเจกต์เข้มๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นเรื่องราวอันแหว่งเว้าในสังคมไทย เรียกได้ว่าเป็นโปรเจกต์ที่วางการทำงานไว้ข้ามปี อีกทั้งยังถือเป็นการปรับลุครายการครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อเอาใจแฟนๆอีกด้วย

หนุ่ม-คงกะพัน แสงสุริยะ พิธีกรของรายการได้พูดถึงการก้าวเข้าสู่ปีที่ 16 ของรายการเรื่องจริงผ่านจอเปิดบทสนทนาในวันแถลงข่าวให้ฟังว่า “สำหรับผมเรื่องจริงผ่านจอเป็นรายการเดียวที่ตีแผ่เรื่องราวความจริงได้อย่างเจาะลึกมากที่สุดซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมมองไม่เห็นหรืออาจจะมองข้ามไปแต่ผมว่ามันสำคัญมากถ้าเราได้รู้ เพราะพวกเราอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือเป็นหูเป็นตา ไม่ให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นรับรองได้ว่าเข้าสู่ปีที่ 16 นี้ผมรับประกันได้ว่าแฟนรายการของเราจะเต็มอิ่มแบบครบรสเลยครับ”

ฟังเพียงแค่นั้นอาจจะยังสงสัยว่ารายการที่อยู่ยงได้มาเกือบ 20 ปี จะมีอะไรแปลกใหม่ให้ได้ตื่นเต้นซึ่งหากอยากรู้ให้ลึกงานนี้คงต้องถามเรื่องบิ๊กโปรเจกต์จากปากของ หลา-อกนิษฐ์ มาโนษยวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สาระดี หรืออีกในหนึ่ง เจ้าตัวยังนั่งแท่นเป็นโปรดิวเซอร์รายการเรื่องจริงผ่าจอผู้เริ่มทำรายการนี้มาตั้งแต่ต้น...

อกนิษฐ์
อกนิษฐ์

 

“คือปีนี้โปรเจกต์ของเรื่องจริงผ่านจอจะแบ่งเป็นสามส่วนคือบิ๊กสตอรี่ บิ๊กโปรเจกต์ และบิ๊กโชว์ เริ่มจากบิ๊กสตอรี่ก็คือทางรายการจะนำเรื่องราวจากทางบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องราวในสังคมที่ไม่ได้ถูกพูดถึงมาขยายและสร้างให้เป็นประเด็นที่น่าสนใจในรายการ คือเราจะให้ทีมงานลงพื้นที่เพื่อเจาะลึกเรื่องราวในประเด็นที่ไม่มีอยู่ในข่าวกระแสรายวัน ซึ่งจะทำงานเหมือนเป็นกระบอกเสียงให้กับชาวบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือแม้แต่เรื่องราวที่สามารถพูดออกไปแล้วสามารถเป็นภูมิคุ้มกันให้กับสังคมได้ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นรูปแบบรายการที่ทำกันมาเป็นสิบปีแล้ว ก็จะมาทำให้แข็งแรงชัดเจนขึ้น”

โปรดิวเซอร์เรื่องจริงผ่านจอเล่าถึงส่วนแรกที่จะได้เห็นกันในเร็ววันนี้ พร้อมทั้งเล่าให้ฟังถึงส่วนที่สองอย่างบิ๊กโชว์ซึ่งจะเป็นช่วงที่การนำเรื่องราวที่อยู่ในรายการมาโชว์ให้ผู้คนทางบ้านได้เห็นกันเลยในสตูดิโอ ซึ่งโปรดิวเซอร์ได้ยกตัวอย่างการเชิญ รามบาฮดูร์ บอมจัน ลามะ หนุ่มชาวเนปาลผู้ที่ตั้งปณิธานในการนั่งสมาธิต่อเนื่องยาวนานกว่า 6 ปี จนถูกสื่อต่างประเทศหลายสำนักกล่าถึงมากที่สุด และกลายเป็นที่สนอกสนใจของคนทั่วโลกที่ต่างเดินทางมากราบไหว้ มาร่วมในรายการ โดยแต่ละโชว์ที่ยกมาจะต้องมีแก่นที่สามารถสะท้อนให้คนดูได้ความรู้ อย่าง รามบาฮดูร์ บอมจัน ก็จะมาบอกเล่าเรื่องราวการฝึกสมาธิที่ยาวนานของเขาว่าได้อะไรจากสิ่งนี้

คงกะพัน / สุรวุฑ
คงกะพัน / สุรวุฑ

 

ส่วนที่สามคือบิ๊กโปรเจกต์ที่ถือเป็นไฮไลต์ของการฉลองวันเกิด ให้ฟังว่าเป็นการทำงานในลักษณะของโครงการหนังสั้นที่จะหยิบยกเรื่องราวจาก 700 ตอนที่เคยออกอากาศมาตีความใหม่ โดยผ่านฝีมือผู้กำกับ 5 คน ซึ่งแต่ละคนต่างมีสไตล์การทำงานชัดเจนในตัวตน ไล่เรียงจาก ปรัชญา ปิ่นแก้ว อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร กัลป์ กัลย์จาฤก ชาติฉกาจ ไวกวี และจิม-โสภณ ศักดาพิศิษฏ์

“พอจะมาเป็นหนังสั้น เราก็คิดว่าควรจะให้เล่าถึงเรื่องที่จะให้อะไรกับสังคม แล้วเรื่องราวส่วนใหญ่ที่เคยถูกนำเสนอผ่านรายการใน 700 กว่าตอน มีส่วนใหญ่กว่า 100 ตอนพูดถึงเรื่องของเด็กที่โดนกระทำโดยการละเมิดสิทธิพื้นฐาน 4 ประการ ซึ่งเราก็มองว่าเมื่อสังคมมีปัญหาแบบนี้เยอะเราอยากรณรงค์ให้คนที่อยู่ข้างๆ เด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ให้หันมาดูแลเด็กมากขึ้นเพราะไม่แน่ว่าวันใดเด็กที่อยู่ข้างกายเราถูกกระทำ เราจะช่วยเหลือได้อย่างไร และได้รู้วิธีแก้ปัญหาและรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น เราจึงคิดโครงการที่ชื่อว่า“เด็ก” ซึ่งมีขึ้นเพื่อสะท้อนเรื่องราวของคำว่า “เหยื่อ”

ปรัชญา
ปรัชญา

 

“ผู้กำกับแต่ละคนสะท้อนมุมมองของตัวเองผ่านหนังสั้น เพื่อเอาเรื่องจริงที่เราเคยนำเสนอมาสะท้อนในมุมมองของผู้กำกับ คือเราอยากให้คนได้เห็นเรื่องราวที่มาที่ไป ให้เห็นถึงอารมณ์ของเด็กที่ถูกกระทำ ยกตัวอย่างเช่น พี่อุ๋ย นนทรีย์ เขาก็จะพูดถึงเรื่องของเด็กต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิในเมืองไทยเพราะพ่อแม่ถูกเกณฑ์มาค้าแรงงาน ซึ่งเด็กคนนี้ต่อมาก็ถูกข่มขืนแล้วฆ่าตัดคอทิ้ง ซึ่งเรื่องมันโหดมากแต่เราไม่ได้พูดถึงความรุนแรงตรงนั้น แต่เราจะพูดถึงว่าแล้วทำไมไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนมาช่วยเหลือมาตามจับฆาตกรพอเวลาผ่านไปทุกอย่างก็จบ ซึ่งผู้กำกับเขาก็จะพยายามสะท้อนให้เห็นในมิติที่ลึกแบบหนังว่าเด็กคนหนึ่งที่เป็นต่างด้าว ซึ่งไม่มีบัตรประชาชน แต่เขาก็ควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้การดูแล”

นั่นเป็นเพียงตัวอย่างฉบับย่อ ที่พอจะบอกเล่าให้ฟังกันในพื้นที่อันจำกัด ซึ่งหากหนังทั้ง 5 เรื่อง ถ่ายเสร็จจะถูกนำมาเรียงต่อกัน เพื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งเป็นการดูฟรีแต่สามารถให้เงินกับหนังได้ตามแต่จิตศรัทธาโดยรายได้จะนำไปมอบให้กับองค์กรช่วยเหลือเด็กในด้านต่างๆ ก่อนจะต่อยอดนำออกอากาศในรายการเรื่องจริงผ่านจอและสุดท้ายอัพโหลดไว้ให้ได้ชมกันฟรีๆ บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งวิธีนี้จะสามารถตอบโจทย์ของการสั่นสะเทือนอารมณ์และความรู้สึกของผู้ชมได้แบบต่อเนื่องชัดเจนและรับรู้เป็นวงกว้าง โดยการเลือกผู้กำกับที่มีความสามารถก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยเพราะในการถ่ายทอดเรื่องราวลักษณะนี้จะทำให้ได้เรื่องจริงที่สามารถสื่อให้คนดูตระหนักปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ซึ่งหนังสั้นทั้งหมดมีกำหนดเข้าฉายในเดือน ก.ค.นี้

 

ชาติฉกาจ
ชาติฉกาจ

ชาติฉกาจ ไวกวี คนทำหนังมากฝีมือจากโลกออนไลน์ที่มีแนวทางการเล่าเรื่องแสนจิกกัดสังคม ซึ่งมีผลงานอันโด่งดังอย่างรายการสารคดีเท่ๆ นาม“Around me” ได้เล่าถึงการร่วมงานกับทางรายการเรื่องจริงผ่านจอให้ฟังว่าตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรถึงถูกคัดเลือกให้มาร่วมงานกับผู้กำกับที่เคยทำหนังใหญ่กันมาทุกคน แต่ด้วยเพราะตัวเขาเองเป็นคนที่จริงจังกับการทำงานและมีผลงานที่สะท้อนเรื่องราวมนุษย์ได้อย่างตรงไปตรงมาและกล้าหาญสำหรับเขานั่นอาจเป็นเหตุผลที่จะชื่อของ ชาติฉกาจ ได้เข้ามาร่วมงานในโปรเจกต์นี้

“จริงๆ ผมเป็นแฟนรายการนี้อยู่แล้ว พอคิดเรื่องผมก็จำได้ว่ามีตอนหนึ่ง ที่ผมชอบมากเลย เป็นเรื่องของ เด็กขายตัวที่พัทยาประมาณว่าเด็กอายุ 12 ที่ขายตัวให้ฝรั่ง ซึ่งผมคิดว่าสามารถทำให้เป็นหนังสารคดีที่มีความดราม่าได้และสามารถเอามาตีแผ่ให้คนเสพง่ายๆ ซึ่งสิ่งที่ผมบอกได้เลยตอนนี้คือคนดูจะได้เห็นผมที่โตขึ้น ซึ่งทำงานหนักเท่าเดิมแต่สื่อสารได้กับคนที่มากขึ้นและด้วยวิธีการเล่าเรื่องหนังของผมคงไม่เหมือนใคร เพราะผมจะคิดอยู่ตลอดว่าในหนังผม ผมจะใส่ชั้นเชิงอะไรที่ซ่าไปอยู่ในนั้นได้ไหม ซึ่งผมเองไม่กดดันนะเพราะเด็กสุด (หัวเราะ) ปล่อยพี่ๆ เขากดดันกันเพราะผู้กำกับแต่ละคนก็มีชื่อเสียงมีรางวัลเขาคงต้องกดดันมากกว่าผมแน่นอน”

โสภณ
โสภณ

 

“ผมทำงานนี้ผมจะมองสองมุมคือหนึ่งเรื่องของเด็กที่สังคมยัดเยียดความโหดร้ายให้กับพวกเขา แต่จริงๆ เขาก็อาจมีความสุขกับสิ่งที่ทำก็ได้และสองผมจะสะท้อนให้เห็นว่าจริงๆ แล้วสังคมมันจะไม่มีปัญหานี้ถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่มีอิทธิพล ซึ่งตอนทำงานผมก็ลงไปคลุกคลีและเข้าไปเก็บข้อมูลของเด็กๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งจริงๆ แล้วถึงจะเข้าไปเพื่อให้ได้งานดีๆออกมาแต่เรื่องที่ผมทำผมพูดตรงๆ เลยว่ามันอาจจะไม่ได้ทำให้สังคมเปลี่ยนเลย เพียงแค่ว่ามันอาจทำให้คนตระหนักขึ้นและระมัดระวังการใช้ชีวิต และการทำอะไรในสังคมมากกว่า แต่ด้วยความที่เป็นเรื่องจริงผ่านจอผมว่าผู้คนจะตระหนักในสิ่งที่พวกเราทั้ง 5 คน อยากสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีซึ่งงานนี้เป็นโปรเจกต์ที่สร้างสรรค์และเอาจริงเอาจังมาก ผมก็เต็มที่แบบให้หมดเลย รับรองสนุกแน่นอน” ชาติฉกาจ ไวกวี หัวเราะเมื่อพูดจบ

แค่เพียงได้พูดคุยกับ 1 ใน 5 ผู้กำกับก็พอจะคาดเดาการนำเสนอแบบแมนๆ อย่างเช่นคาแรกเตอร์ของรายการได้เป็นอย่างดี ซึ่งกว่า 16 ปีของการทำงานเพื่อสังคม เรื่องจริงผ่านจอได้สร้างรากฐานข้อมูลที่แข็งแรง ซึ่งสามารถส่งต่อทุกเรื่องราวให้กับคนในสังคมได้รับรู้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมา เชื่อแน่ว่าจะยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยไป และนี่คือทั้งหมดที่ผู้ชมจะได้เห็นในการก้าวสู่ปีที่ 17 ของรายการเรื่องจริงผ่านจอ

ติดตามชม “เรื่องจริงผ่านจอ” ได้ทุกวันพฤหัสบดีเวลา 23.00 น.  ทางช่อง 7

กัลป์
กัลป์

 

นนทรีย์
นนทรีย์