ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ทุ่มเทสร้างเมืองนวัตกรรมแห่งสยาม

วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 09:47 น.
ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ทุ่มเทสร้างเมืองนวัตกรรมแห่งสยาม
โดย ภาดนุ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีอายุ 100 ปี ไปแล้วในปี 2560 ทำให้มีโครงการต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก เช่น โครงการก่อสร้างอุทยานจุฬาฯ 100 ปีและถนนจุฬาฯ 100 ปี งานนิทรรศทางวิชาการขนาดใหญ่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เรียกว่า “จุฬาฯ เอ็กซ์โป 2017” และอื่นๆ ต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้

เมื่อมองผ่านลงไปถึงยุคนี้ สถานที่ซึ่งเป็นศูนย์รวมหรือคอมมูนิตี้สำหรับคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมากมาย เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม (Siam Innovation District) หรือ SID ซึ่งทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วมกับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนก่อตั้งขึ้นใจกลางสยามสแควร์ ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจ

จุฬาฯ พยายามพลิกภาพของย่านสยามสแควร์สู่แหล่งอุดมปัญญา เป็นการต่อยอดจากโครงการศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) ด้วยความต้องการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมสู่นอกรั้วมหาวิทยาลัย

จากการเล็งเห็นพื้นที่สยาม ซึ่งมีทราฟฟิกเยอะถึง 1.2 แสนคน/วัน จึงอยากสร้างอีโคซิสเท็ม (Ecosystem) ด้านนวัตกรรม เพื่อจุดประกายให้คนมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แทนที่จะให้สยามเป็นเพียงแหล่งเรียนพิเศษ หรือช็อปปิ้งอย่างเดียว

“เราต้องการสร้างเวทีกลางในการขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมออกสู่สังคม ซึ่งนวัตกรรมต้องการอะไรใหม่ๆ SID จึงเป็นแพลตฟอร์มให้คนคิด และคนทำมาเจอกัน หรือคนที่มีตลาดหรือหน้าร้านได้มาช็อปสินค้านวัตกรรม โดยหากมองเทรนด์สตาร์ทอัพของไทยนั้นไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เพราะเกิดขึ้นเยอะ แต่จะทำอย่างไรในการขยายสเกลธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง”

ล่าสุด ได้มีการจัดงาน Our Futures 2030 ขึ้นด้วย เพื่อให้คนไทยได้รู้จักคิดค้น หรือหาไอเดียใหม่ๆ ในการเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนอยู่ในโรงเรียน และยังมีโครงการ 100 SID ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อหาคนที่มีไอเดียดีที่สุดจำนวน 30 กว่าโปรเจกต์ ศ.ดร.บัณฑิต ฉายภาพว่า โปรดักต์ที่คนรุ่นใหม่ทำมานั้นดีแล้ว แต่ยังขาดเงินทุนที่จะช่วยเหลือและพัฒนาโปรดักต์ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีกเท่านั้น

“ซึ่งก็ตรงกับจุดประสงค์ของการเปิดเมืองนวัตกรรมแห่งสยาม ที่เรากำลังร่วมมือกันสร้างขึ้นพอดี ดูอย่างประเทศจีนตอนนี้สิ พวกเขาพัฒนาไปไกลมาก เพราะได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาล ดังนั้นคนไทยก็ต้องรีบตามเขาให้ทันเช่นกัน นวัตกรรมที่นักศึกษาคิดไว้ เช่น แอพพลิเคชั่นเพื่อผู้ใช้รถเมล์ กระดูกเทียม และอื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับคนเราได้ นวัตกรรมที่นำเสนอออกมาจะต้องเป็นจริงได้ และสามารถทำรายได้ให้กับคนไทยได้จริง

ที่ผ่านมา เราได้มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาให้ความรู้นักศึกษาโดยตลอด แต่ปัญหาคือคนไทยไม่กล้าที่จะคิดการใหญ่ มูลค่าที่ได้กลับมาจึงน้อย ทั้งๆ ที่นวัตกรรมบางอย่างคนต่างชาติยังบอกว่า นี่เป็นผลงานระดับโลกเชียวนะ ดังนั้น เราต้องส่งเสริมให้คนไทยรุ่นใหม่กล้าคิดกล้าทำมากยิ่งขึ้น เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะมีของดีอยู่ในตัว เพียงแค่เราจัดพื้นที่ให้คนคิด ได้มาพบกับคนให้ทุนสนับสนุน ในอนาคตก็น่าจะมีโอกาสได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ของไทยเพิ่มมากขึ้น”