พิจิกา จิตตะปุตตะ ชีวิต ความรัก กับทฤษฎีที่จอดรถ

วันที่ 13 ม.ค. 2559 เวลา 11:11 น.
พิจิกา จิตตะปุตตะ ชีวิต ความรัก กับทฤษฎีที่จอดรถ
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร-วนิชชา ตาลสถิตย์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี 

ผมมีนัดกับ ลูกหว้า-พิจิกา จิตตะปุตตะ เจ้าของผลงานเพลงทฤษฎีที่จอดรถ ที่ตึกแกรมมี่ ชั้น 32 อันเป็นฐานที่ตั้งของค่ายเพลงสนามหลวง ที่ซึ่งว่ากันว่าเป็นค่ายเพลงที่จากไปแล้วได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง วันนี้พิจิกามาในลุคดำ แต่หวาน ที่กำลังสะท้อนให้ผมได้เรียนรู้ตัวตนของเธอผ่านเครื่องแต่งกาย ว่าเธอต้องเป็นผู้หญิงที่หวานแต่ไม่แหวว ไม่แบ๊ว แต่เข้าใจโลก ชีวิต และ “ความรัก” และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย

“กับเพลงทฤษฎีที่จอดรถ ถือเป็นเพลงที่ทำการบ้านมาพอสมควร เพราะว่าคนจะติดภาพเราจากการร้องเพลงประกอบละคร คนจะรู้สึกว่าเราต้องแบ๊วๆ เป็นผู้หญิงงุ้งงิ้ง แต่จริงๆ เราไม่ใช่ผู้หญิงสไตล์งุ้งงิ้ง เพียงแต่จังหวะเวลาและโอกาสมันทำให้คนรู้จักเราในมุมนั้น พอมาทำเพลงนี้ ทางค่ายมองว่าเราเป็นศิลปินผู้หญิงที่ไลฟ์ได้ ทำการแสดงสดได้ คิดว่าถ้าทำเพลงสนุกๆ สตรองๆ มองความโสดให้เป็นบวก เวลาออกคอนเสิร์ตแล้วร้องเพลงตั้งแต่ไม่ใช่ผู้ชาย นิดนึง อยู่ๆ ก็มาปรากฏตัวในหัวใจ กลัวเข้าใจผิด แสงสุดท้าย จนมาถึงทฤษฎีที่จอดรถ ภาพรวมคงออกมาดี และสนุกดี เลยออกมาเป็นเพลงนี้ค่ะ”

 

พิจิกาบอกเล่าให้ผมฟังว่า เพลงนี้มาจากตัวตนและความคิดความรู้สึกของเธอล้วนๆ “เรารู้สึกว่าการเป็นคนโสดในช่วงเวลาที่เราพยายามจะหามันมักไม่เจอ หรือเจอก็มักไม่โอเค เราเลยมีทฤษฎีส่วนตัวมาพักใหญ่ว่า เราต้องมีความสุขในชีวิต เติมชีวิตให้มีความสุข แล้วถ้ามันจะมา มันก็มาเอง มันเลยเป็นที่มาของเพลงที่ให้กำลังคนโสด ที่บอกว่า เฮ้ย...อย่าพึ่งท้อ เดี๋ยวมันมาเอง เหมือนเวลาขับรถไปในลานจอดรถ แล้วหาที่จอดรถไม่เจอ ก็อย่าเพิ่งหงุดหงิดอารมณ์เสีย ชิลๆ วนๆ หาไป เดี๋ยวมันก็เจอเอง”

พิจิกาเปรียบเทียบให้เห็นว่า การหาที่จอดรถ บางคนเจอเร็วก็โชคดีไป บางคนหาเท่าไรก็ไม่เจอ พอเจอก็โดนคนปาดหน้า เช่นเดียวกับการหาใครสักคน ที่บางครั้งมันก็เป็นเรื่องของดวงและจังหวะเวลา

 

“ในส่วนของเรื่องราวชีวิตของตัวเอง ตอนนี้ก็กำลังวนรถอยู่ค่ะ (หัวเราะ) เพราะว่ายังไม่เจอที่จอดรถที่พอดีกับรถของเรา บางทีเจอที่จอดรถว่าง แต่ก็รู้สึกยังไม่พอดี ยังไม่ใช่ เลยต้องขอวนไปอีกแป๊บนึง บางครั้งก็ขึ้นไปดูว่าชั้นอื่นมีไหม (หัวเราะ) เรารู้สึกว่า เรายังชิลอยู่ ยังวนหาได้อยู่ ไม่รีบ ไม่เร่ง”

พิจิกาเผยจากใจว่า คนที่ไม่ได้ขับรถหรือคนที่ไม่มียานพาหนะ อาจจะไม่ได้อินกับเพลงของเธอมากมายนัก แต่นี่ก็คือมุมมองความคิดที่เกิดจากตัวของเธอเอง “เราจึงอยากนำเสนอสิ่งที่เราคิด ส่วนคนจะอินมากอินน้อยนี่คือแล้วแต่ แต่เราแฮปปี้ บางคนฟังเพลงนี้แล้วก็ฟีดแบ็กกลับมาว่า ไม่มีคนที่เล่นเพลงแบบนี้มานานแล้ว หรือว่า รู้สึกว่าดนตรีค่อนข้างเข้มข้น เล่นสดแล้วสนุก ซึ่งฟีดแบ็กแบบนี้นี่แหละที่เป็นฟีดแบ็กที่เราต้องการ”

 

ท้ายสุด พิจิกาบอกเล่าว่า หลักในการดำเนินชีวิตของเธอ คือ ทำในส่วนที่ตัวเองควบคุมได้ให้ดีที่สุด “นี่คือหลักเดียวเลย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องแข่งขันกับตัวเอง อันนี้สำคัญมาก บางครั้งบางมุมเราอยู่ในที่ที่มีคนเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เช่น เรื่องไม่สวย พูดบ่อยเข้ากลายเป็นว่า อยู่ๆ ไปเราก็ไม่ได้สนใจ ไม่โกรธด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เรามองว่าสิ่งที่มันแฮปปี้กับตัวเราคือการที่เราพัฒนาตัวเองในงานที่เราได้รับมอบหมายหรือได้รับโอกาสให้ทำ เช่น ร้องเพลง หรือเล่นละครเวทีแนวมิวสิคัลให้ดีที่สุด”

ล่าสุด พิจิกามีผลงานละครเวทีเรื่อง มอม เดอะ มิวสิคัล ที่เปิดทำการแสดงแล้ว ณ โรงละครเอ็ม เธียเตอร์ อย่างไร ใครชื่นชอบผลงานของเธอ ทั้งผลงานเพลง และละครเวที ก็สามารถติดตามกันได้ อีกไม่นานเกินรอ เธอจะปล่อยซิงเกิ้ลใหม่เป็นเพลงช้า ที่ยังคงความเป็นบวกและมีละครเวทีอีกเรื่องในช่วงกลางปี แว่วมาว่าเป็นละครเวทีที่ดัดแปลงจากละครโทรทัศน์ที่เคยได้รับความนิยมจากคนดูมากมายอีกด้วย (เป็นเรื่องที่โดนใจสาวๆ วัยสามสิบอัพอย่างแน่นอน)

งานนี้โปรดติดตาม