โฮมโปรขยายเฮาส์แบรนด์เน้นราคาถูก

วันที่ 18 มิ.ย. 2554 เวลา 09:50 น.
โฮมโปร รุกสินค้าเฮาส์แบรนด์นำเข้าจากจีน วางเป้าเพิ่มสัดส่วน 25% อีก 2 ปีข้างหน้า หลังค่าครองชีพสูง ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมการซื้อ

นายณัฏฐ์ จริตชนะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ หรือโฮมโปร เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับสินค้าเฮาส์แบรนด์มากขึ้น หลังจากปีก่อนสินค้าดังกล่าวมีสัดส่วนยอดขาย 16% โดยในปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายเป็น 18% และคาดว่าภายใน 2 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 25% และจะรักษาไว้ในระดับเดิม เนื่องจากสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีราคาต่ำกว่าสินค้าที่มีแบรนด์ ขณะที่ผู้บริโภคระดับกลางและล่างนิยม เนื่องจากภาวะค่าครองชีพสูงขึ้น

“สินค้าเฮาส์แบรนด์ มีราคาถูกกว่าสินค้าที่มีแบรนด์ 20-30% เพราะไม่ต้องเสียค่าการตลาด ซึ่งผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ สินค้าส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศจีน ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดตั้งฝ่ายจัดซื้อสินค้าต่างประเทศในจีน เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าก่อนนำเข้ามาทำตลาดในไทย ซึ่งสินค้ามีความหลากหลายเช่น สุขภัณฑ์ อุปกรณ์ห้องน้ำ แบรนด์โมย่า รวมไปถึงสินค้าประเภทโคมไฟและสายไฟ ที่มีหลายแบรนด์” นายณัฏฐ์ กล่าว

นอกจากนี้ สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ยังมีอีกหลากหลายประเภท เช่น ผ้าม่าน ฉนวนกันความร้อน สีทาอาคาร เป็นต้น ขณะเดียวกันบริษัทฯจะให้ความสำคัญมากขึ้นในการขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ในช่วงเริ่มทำลอง ซึ่งสร้างรายได้ 12 แสนบาทต่อเดือน

สำหรับในปีนี้บริษัทจะใช้งบลงทุนก่อสร้างสาขาใหม่และปรับปรุงสาขาเก่ารวม 2,000 ล้านบาท โดยในปีนี้จะเปิด 3 สาขาใหม่ ซึ่งเปิดไปแล้ว 1 สาขา ได้แก่ ร้อยเอ็ด ส่วนสาขาสุพรรณบุรีจะเปิดในเดือนก.ค. และจะเปิดสาขาลพบุรี เดือนก.ย. ทั้งหมดเป็นรูปแบบสแตนด์อโลน ล่าสุดบริษัทฯใช้งบจำนวน 110 ล้านบาท ในการปรับปรุงสาขาแฟชั่น ไฮส์แลนด์ และเตรียมจะปรับปรุงสาขาแจ้งวัฒนะในช่วงครึ่งปีหลังปีนี้

นายณัฎฐ์ กล่าวว่ากลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าของบริษัทฯแบ่งเป็น ลูกค้าบ้านเก่า 65% อีก 35% เป็นลูกค้าบ้านใหม่ จากปีก่อนสัดส่วนลูกค้าบ้านเก่าอยู่ที่ 64% อีก 36% เป็นลูกค้าบ้านใหม่ โดยกลุ่มลูกค้าหลักยังเป็นกล่มบ้านหลังเก่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีสมาชิกโฮมคาร์ด 6.5 แสนราย ซึ่งซื้อสินค้าประจำ(แอคทีฟ) จำนวน 30% ขณะ และปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโตด้านยอดขายไว้ 15% จากปีก่อนมียอดขายรวม 2.4 หมื่นล้านบาท