‘อีอีซี’ โชว์ 4 ปีความสำเร็จ ดันเมกะโปรเจ็ค ดึงทุนต่างชาติ กระตุ้นศก.ไทย.1.7 ล้านล้าน

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 13:10 น.
‘อีอีซี’ โชว์ 4 ปีความสำเร็จ ดันเมกะโปรเจ็ค  ดึงทุนต่างชาติ กระตุ้นศก.ไทย.1.7 ล้านล้าน
‘อีอีซี’ ลุยต่อแผนลงทุนเฟส 2 มูลค่า 2.2 ล้านล้าน ผลักดัน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ชูนวัตกรรมขั้นสูง ตั้งเป้ารง.เข้าสู่ระบบอัจฉริยะ 6 พันแห่ง ปี'68

ดร.คณิศ  แสงสุพรรณ   เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี เปิดเผยในงานเสวนา “4 ปี อีอีซี ภารกิจขับเคลื่อนไทย เชื่อมทุกมิติอย่างยั่งยืน” ว่าผลสำเร็จการทำงานของอีอีซี ในรอบ 4 ปี  ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้มีความคืบหน้าของแผนงานในทุกๆด้าน ได้แก่ 1. การผลักดันโครงการร่วมทุนรัฐ-เอกชน (PPP) จนสำเร็จครบ 4 โครงการหลัก (รถไฟความเร็วสูงฯ - สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุดและแหลมฉบัง) เกิดการลงทุนรวมทั้งภาครัฐและเอกชนสูงถึง 655,821 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนที่ภาครัฐลงทุนเพียง ร้อยละ 36 แต่รัฐจะได้รับผลตอบแทนคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันกว่า 440,193 ล้านบาท ทำให้ประเทศก้าวสู่การพึ่งพาตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาทุนจากต่างประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เกิดการจ้างงานสร้างอาชีพ

ทั้งนี้แต่โครงการมีความก้าวหน้า โดยโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ จะส่งมอบพื้นที่จนครบ 100% และเอกชนได้เข้าลงทุนตามแผน โดยส่วนเชื่อมระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินอู่ตะเภา คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2569  ด้านโครงการสนามบินอู่ตะเภาฯ ส่วนภาครัฐ งานปรับถมดินลานจอดศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานแล้วเสร็จสมบูรณ์ ก้าวหน้า 85%  และเอกชนคู่สัญญาได้เข้าพื้นที่เพื่อสำรวจและเตรียมการก่อสร้างแล้ว คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2568 และโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้เริ่มต้นการออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 และโครงการท่าเรือแหลมฉบัง อยู่ระหว่างการก่อสร้างงานทางทะเล และการจัดทำ EHIA สำหรับท่าเทียบเรือ F โดยทั้ง 4 โครงการหลัก อีอีซี ขอยืนยันว่า จะร่วมมือกับเอกชนอย่างเป็นธรรมทุกฝ่าย เดินหน้าก่อสร้างให้สำเร็จได้ตามแผน ประโยชน์สูงสุดให้คนไทยทุกคน

2.ผลักดันให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่จากต่างชาติ โดยการลงทุนในระยะที่ 1 อีอีซี ทำได้สำเร็จเร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ใช้เวลาเพียง 4 ปี (2561-2564) อนุมัติการมูลค่าการลงทุน ได้กว่า 1,722,720 ล้้านบาท ใช้งบประมาณรัฐเพียง 5% จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 1.7 ล้านล้านบาทใน 5 ปีแรก (2561-2565)  โดยวางแผนลงทุนระยะ ที่ 2 ในอีก 5 ปีข้างหน้า (2565 – 2569) ขับเคลื่อนต่อยอด เร่งรัดการลงทุนนวัตกรรมขั้นสูง วิจัยพัฒนาเพิ่มความสามารถการแข่งขันของไทย วงเงินลงทุนรวม 2.2 ล้านล้านบาท เน้นที่การดึงดูด 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ใน 4 แกนธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูง อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า EV ดิจิทัล การแพทย์สมัยใหม่ และโลจิสติกส์ ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ซึ่งทำให้มูลค่าการลงทุนในอีอีซี เพิ่มขึ้นประมาณ 400,000 ล้านบาท/ปี (จากเดิม 300,000 ล้านบาท/ปี)

3. การใช้ 5G ในพื้นที่อีอีซี ได้ติดตั้งสัญญาณครบ 100% ถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีการใช้ 5G อย่างกว้างขวาง โดยต่อยอดพัฒนาในภาคการผลิต สู่อุตสาหกรรม 4.0 การพัฒนาในระดับชุมชน และด้านการจัดการข้อมูลเพื่อต่อยอดธุรกิจ ทั้งนี้ความสำเร็จที่เกิดขึ้น ได้ผลักดันให้ ชุมชนบ้านฉาง ก้าวสู่ smart city เกิดศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง  บ้านฉาง (EEC Tech Park) มูลค่าลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท คาดว่าก่อสร้างในเฟสแรกภายในปี 2567 และในพื้นที่เมืองพัทยา ได้วางโครงสร้างพื้นฐานเสา 5G ไปแล้วกว่า 100 เสา อยู่ระหว่างขยายเพิ่มเติมเพื่อให้พัทยาก้าวสู่ smart city เช่นกัน 

รวมทั้งในปี 2565 จะนำร่องต้นแบบ EEC Common Data Lake นำข้อมูล Data platform ภาครัฐและเอกชน ใช้ประโยชน์เพื่อต่อยอดธุรกิจ คาดว่าในภาพรวมทำให้เกิดธุรกิจต่อเนื่อง มีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท ได้ประโยชน์เพิ่ม 5 เท่า จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานท่อเสาสาย 2 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าต่อไป จะเร่งผลักดันให้โรงงานในอีอีซี เป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรม 4.0 เกิดการใช้ระบบหุ่นยนต์ และระบบออโตเมชั่นอย่างแพร่หลาย คาดว่าเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้กว่า 30% โดยปัจจุบันได้เริ่มทำแล้วกว่า 40 โรงงาน และจะเพิ่มเป็น 200 โรงงาน (ขนาดใหญ่ 20% ขนาดกลาง 30% SME 50%) ภายในปีนี้ และภายในปี 2568 โรงงานกว่า 6,000 แห่งใน อีอีซี จะก้าวสู่โรงงานอัจริยะ

4.อีอีซี ได้เดินหน้าพัฒนาด้านสังคม ผ่านแนวคิด 5 สร้าง ได้แก่ สร้างอาชีพ สร้างความรู้ สร้างรัฐสวัสดิการ สร้างเครือข่าย และสร้างการเข้าถึงสถาบันการเงิน  โดยในอนาคต จะยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาเมืองที่ทันสมัยรวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายให้ จำนวนรายได้ของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% อัตราขยายตัวของเศรษฐกิจชุมชน (GDP) เพิ่มขึ้นมากว่า 20% วิสาหกิจ ธุรกิจชุมชน มีโอกาสเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวต่อเนื่อง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชน