LPN เชื่อศก.เริ่มฟื้นตัวไตรมาส 4 หลังคลายล็อกรอเปิดประเทศ 1 พ.ย. นี้

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 13:30 น.
LPN เชื่อศก.เริ่มฟื้นตัวไตรมาส 4 หลังคลายล็อกรอเปิดประเทศ 1 พ.ย. นี้
LPN มั่นใจเศรษฐกิจส่งสัญญาณบวกไตรมาสสุดท้าย ชี้อสังหาฯขานรับมาตรการผ่อนคลาย LTV ดันยอดขายปีนี้ 1 หมื่นล้านบาทตามแผน

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ในไทยตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมาและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง น่าจะเป็นสถานการณ์ได้ถึงจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เห็นได้จากการที่ภาครัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์มากขึ้นและเตรียมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในวันที่ 1 พ.ย.นี้

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศมาตรการการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (มาตรการ LTV) ให้สามารถกู้ซื้อที่อยู่อาศัยทั้งบ้านหลังแรก และหลังถัดไปทั้งหลังที่ 2 และ 3 ได้ 100% ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564-31 ธันวาคม 2565 ทำให้เชื่อว่าไตรมาส 4 นี้ สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และตลาดอสังหาฯ จะเริ่มดีขึ้นและส่งผลบวกต่อเนื่องไปในปี 2565

“สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงสำหรับคนไทยและส่งผลเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจ  ผมคิดว่าไตรมาส 3 ที่ผ่านมาถือเป็นจุดต่ำสุดแล้ว  และในไตรมาส 4 นี้ ภาพรวมมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น เป็นผลมาจากการฉีดวัคซีนที่กระจายทั่วถึงมากขึ้น การผ่อนคลายล็อกดาวน์  การเตรียมเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ให้นักท่องเที่ยวจากประเทศที่กำหนดไว้  ซึ่งมีหลักฐานการฉีดวัคซีนครบแล้วสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องถูกกักตัว

ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านการท่องเที่ยว  รวมถึงการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศรูปแบบต่างๆ   ทั้งหมดนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี    โดยหากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายไปในทางบวกทำให้มั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจปีหน้าต้องดีกว่าปีนี้อย่างแน่นอน ซึ่งจะเริ่มเห็นได้ในไตรมาส 4 ปีนี้เป็นต้นไป” นายโอภาส กล่าว

นายโอภาส กล่าวว่า จากปัจจัยบวกดังกล่าบริษัทได้วางนโยบายกระตุ้นยอดขายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยออกแคมเปญ “มหกรรมคอนโดลุมพินี” ในทำเลต่างๆ ถึง 17 โครงการ ในราคาพิเศษด้วยส่วนลดสูงสุด 50% โดยหวังจะช่วยสร้างยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 10,000 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 7,000 ล้านบาทในปี 2564 หลังจากที่บริษัทสามารถทำยอดขาย 9 เดือนแรกได้ 6,300 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 63% ของเป้าหมายยอดขายที่วางไว้