ผลวิจัย 'ครัวเรือนไทย' ระดับเงินออมลดลง คนกทม.อยู่ได้ 3 เดือน ต่างจังหวัดไม่เกิน 1 เดือน จากวิกฤตโควิด

วันที่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 18:03 น.
ผลวิจัย 'ครัวเรือนไทย' ระดับเงินออมลดลง คนกทม.อยู่ได้ 3 เดือน ต่างจังหวัดไม่เกิน 1 เดือน จากวิกฤตโควิด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุครัวเรือนยังมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะการครองชีพ สะท้อนจากดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนในเดือนพ.ค. ที่ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 37.3 ปรับขึ้นเล็กน้อยจากเดือนเม.ย.ที่ 37.0

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยผลวิจัยระบุ ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนในเดือนพ.ค. ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 37.3 โดยปรับขึ้นเล็กน้อยจากเดือนเม.ย.ที่ 37.0 โดยจากมุมมองด้านรายได้และการมีงานทำที่ดีขึ้น แต่ดัชนียังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่าครัวเรือนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะการครองชีพ

ขณะที่ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนในอีก 3 เดือนข้างหน้าทรงตัวอยู่ที่ระดับเดียวกับเดือนเม.ย.ที่ 39.4 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ พบว่า ครัวเรือนมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับระดับเงินออมของครัวเรือน โดยดัชนีเงินออมระดับปัจจุบันปรับลดลง 2.3% ขณะที่ในอีก 3 เดือนข้างหน้าลดลง 3.3%

โดยเมื่อสอบถามว่าการออมเงินในเดือนพ.ค.เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าพบว่าครัวเรือนส่วนใหญ่มีการออมเงินลดลงจากเดือนก่อน 54.9% ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากก่อนเกิดการระบาดในระลอกที่ 3 (เดือนมี.ค.) ที่ 43.9%

นอกจากนี้ผลสำรวจล่าสุดระบุว่าระดับเงินออมในปัจจุบันของครัวเรือนในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ (20.5%) จะสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่เดือดร้อนมากเป็นระยะเวลา 3 เดือน ขณะที่ในต่างจังหวัด (19.1%) ได้อีก 1 เดือน ซึ่งคาดว่าเกิดจากผลกระทบจากโควิด-19 ในระลอกที่สามที่เข้ามากระทบฐานะการเงินของครัวเรือนซ้ำเติมไปจากระลอกที่หนึ่งและระลอกที่สองที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย ฐานะทางการเงินของภาคครัวเรือนในระยะข้างหน้าต่อไป ขณะที่กำลังซื้อยังมีแนวโน้มเปราะบางจากความอ่อนแอในตลาดแรงงาน 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้จ่ายของครัวเรือนพบว่าครัวเรือนส่วนใหญ่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายลดลงหรือไม่ทำเลยเมื่อเทียบกับการระบาดของโควิด-19 ในครั้งก่อน ๆ โดยเฉพาะการทานอาหารที่ร้านการซื้ออาหารสดจากซุปเปอร์มาร์เกตด้วยตนเอง รวมถึงการสั่งอาหารออนไลน์

ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องไปกับการเปิดเผยข้อมูลของแอปพลิเคชั่นส่งอาหารออนไลน์เจ้าหนึ่งที่ระบุว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงการระบาดของโควิด-19 ระลอกสามหันมาสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มลดลง หลังผู้บริโภคเปลี่ยนเป็นทำอาหารรับประทานเองมากขึ้นเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า สะท้อนว่าผู้บริโภคมีเงินในกระเป๋าน้อยลงกว่าเดิม

ขณะที่ สถานการณ์โควิด-19 ในระลอกที่ 3 มีความยืดเยื้อ โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันยังคงอยู่ในระดับสูง อีกทั้งเกิดคลัสเตอร์ใหม่ ๆต่อเนื่อง “วัคซีน” จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาแก้ไขให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยล่าสุดในวันที่ 7 มิ.ย. ไทยได้เริ่มมีการปูพรมฉีดวัคซีนแล้วหลังเริ่มมีการฉีดวัคซีนมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 64 ซึ่งยังต้องติดตามการกระจายวัคซีนต่อไป

โดยทางรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะฉีดให้ได้ 100 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งหากอัตราการฉีดเป็นไปได้ในทิศทางที่รวดเร็ว จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเริ่มปรับลดลงก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการธุรกิจและภาคครัวเรือนให้กลับมามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติอย่างไรก็ตาม ในช่วงรอยต่อที่สถานการณ์ยังไม่สิ้นสุดมาตรการเยียวยาจากภาครัฐยังคงมีความจำเป็น โดยทางครม.ได้มีมติอนุมัติมาตรการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งโครงการคนละครึ่ง และการเติมเงินเพิ่มเติมให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวมถึงมีโครงการใหม่ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านผู้มีเงินออม

โดยสรุป ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทย (KR-ECI) ในระดับปัจจุบัน (พ.ค.64) และ 3 เดือนข้างหน้ายังบ่งชี้ถึงความกังวลของครัวเรือนต่อรายได้และการจ้างงาน ระดับเงินออมที่มีแนวโน้มลดลงจะส่งผลต่อการใช้จ่ายและกำลังซื้อในระยะข้างหน้า “วัคซีน” จะเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญให้สถานการณ์กลับมาดีขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงรอยต่อระหว่างที่สถานการณ์ยังไม่สิ้นสุด มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐจึงยังมีความจำเป็นที่จะเข้ามาช่วยประคับประคองภาคธุรกิจและครัวเรือน