‘กัญชง’ ความท้าทายสู่เส้นทาง ดาวรุ่งพืชเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งอนาคต

วันที่ 23 เม.ย. 2564 เวลา 14:35 น.
‘กัญชง’ ความท้าทายสู่เส้นทาง ดาวรุ่งพืชเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งอนาคต
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองอนาคต ‘กัญชง’ ยังมีหลายเงื่อนไข ก่อนก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคตตัวใหม่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยผลวิเคราะห์เบื้องต้นแนวโน้มอุตสาหกรรมกัญชง ว่า กัญชงน่าจะมีศักยภาพในการเป็นพืชเศรษฐกิจหรือ Cash Crop ที่เปิดกว้างสำหรับเกษตรกรและผู้ลงทุนได้มากกว่ากัญชา เนื่องจากเงื่อนไขการปลูก การสกัด การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายกัญชายังคงมุ่งเน้นไปเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์เป็นหลัก จากการที่กัญชามีสาร THC ที่มีผลต่อระบบประสาท

ขณะที่การปลูกและการใช้ประโยชน์จากกัญชงทั้งเพื่อสารสกัด CBD น้ำมันเมล็ดกัญชง และเส้นใย (Fiber) จะมีความผ่อนคลายมากกว่า แม้ตลอดซัพพลายเชนของทั้งคู่ยังต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ โดยคาดว่า ผลผลิตกัญชงต้นน้ำของไทยรอบแรกหลังการปลดล็อก น่าจะทยอยออกสู่ตลาดได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2564

โดยความต้องการสารสกัด CBD และน้ำมันเมล็ดกัญชง เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม อาหารเสริม อาหารสัตว์ รวมถึงเส้นใยสำหรับเป็นวัตถุดิบในสินค้านวัตกรรม เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ พลาสติกชีวภาพ เป็นต้น ที่มีแนวโน้มเติบโตทั้งในประเทศและตลาดโลก จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดการลงทุนเพาะปลูกกัญชงเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ 

โดยมีการประเมินว่า ตลาดกัญชงโลกในปี 2563 มีมูลค่าราว 4,748 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะเร่งตัวขึ้นไปแตะ 18,608 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2570 หรือเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 22.4 ต่อปี  

ทั้งนี้ แม้อุปสงค์ในผลิตภัณฑ์ปลายน้ำจะมีแนวโน้มเติบโตดี แต่ประเด็นสำคัญสำหรับการลงทุนเพาะปลูกกัญชงของไทย คงจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพและราคา โดยเฉพาะหากในอนาคตมีการเปิดเสรีนำเข้าวัตถุดิบหรือสารสกัดกัญชงจากต่างประเทศได้ ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากการชั่งน้ำหนักระหว่างคุณภาพและราคาของกัญชงเมื่อเทียบกับสินค้าทดแทนอื่นๆ แล้ว กัญชงต้นน้ำของไทยจำเป็นต้องมีคุณภาพดี ราคาไม่สูงเกินไป และแข่งขันได้กับวัตถุดิบและสารสกัดกัญชงจากต่างประเทศด้วย กล่าวได้ว่า การลงทุนเพาะปลูกกัญชงจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็นนี้

นอกจากประเด็นความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมปลายน้ำแล้ว ความสำเร็จของการปลูกกัญชงยังต้องอาศัยเงื่อนไขหลายประการโดยเฉพาะความรู้ในการปลูกที่ถูกต้อง การลงทุนโรงเรือน (Outdoor/Greenhouse/Indoor) การบริหารจัดการผลผลิตที่เหมาะสม เป็นต้น ดังนั้น จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจต้องลองผิดลองถูกในระยะเริ่มต้น ส่งผลให้ผู้ลงทุนจำเป็นต้องศึกษาและมีศักยภาพในการรองรับการคืนทุนที่อาจต้องใช้ระยะเวลาหลายปี   

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในปี 2564 รายได้จากช่อดอกกัญชงจากการปลูกแบบระบบเปิด (Outdoor) ที่ให้ผลผลิตช่อดอกกัญชงแห้งราว 20-40 กิโลกรัมต่อไร่ อาจจะอยู่ที่ราว 0.2-1.0 ล้านบาทต่อไร่ เนื่องจากราคารับซื้อที่สูงเพราะผลผลิตที่ยังมีจำกัดเป็นหลัก 

ขณะที่ต้นทุนการปลูกที่คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้น 0.3-1.5 ล้านบาทต่อไร่ ทำให้เป็นไปได้ว่า ผู้ลงทุนปลูกกัญชงอาจต้องใช้ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 4-5 ปี

สำหรับการปลูกเพื่อเส้นใยกัญชงนั้น แม้ราคารับซื้อจะถูกกว่าช่อดอก แต่ผลผลิตที่ได้จะมากกว่า ทำให้รายได้ ต้นทุน และระยะเวลาคืนทุน อาจจะไม่แตกต่างกันมากนัก อย่างไรก็ดี หากผู้ลงทุนสามารถยกระดับการปลูกกัญชงแบบระบบปิด (Indoor) ได้ แม้เงินลงทุนจะสูงกว่าระบบเปิด แต่ผลผลิตช่อดอกที่ได้จะมีราคาที่สูงกว่า เช่น Medical Grade จะทำให้มีโอกาสคืนทุนเร็วกว่าได้เช่นกัน 

ในระยะข้างหน้า เมื่อมีผู้ลงทุนปลูกกัญชงมากขึ้น อุปทานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันราคาผลผลิตกัญชงให้มีแนวโน้มไม่สามารถยืนระดับสูงไปได้ตลอดเช่นในปีแรกๆ นี้ โดยเฉพาะถ้าในอนาคตภาครัฐมีการอนุญาตให้มีการนำเข้าวัตถุดิบหรือสารสกัดกัญชงจากต่างประเทศได้ (เบื้องต้นในกรอบ 5 ปีจากนี้) ก็จะส่งผลต่อรายได้ของผู้ลงทุนปลูกกัญชงที่อาจให้ภาพที่ลดลงอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ดังนั้น ผู้ที่คิดจะลงทุนปลูกกัญชง คงต้องคำนึงถึงประเด็นต่างๆ ให้รอบคอบ ซึ่งการวางแผนเพื่อให้สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลารวดเร็ว และการพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพและราคาที่แข่งขัน

ภาพประกอบ : สุภัทรา อู่เงิน