ปตท.สผ.หั่นงบลงทุน 20% ฝ่าปัจจัยลบน้ำมันดิ่ง วิกฤตโควิด-19 หลังไตรมาสแรกกำไรลด

วันที่ 30 เม.ย. 2563 เวลา 13:35 น.
ปตท.สผ.หั่นงบลงทุน 20% ฝ่าปัจจัยลบน้ำมันดิ่ง วิกฤตโควิด-19 หลังไตรมาสแรกกำไรลด
ปตท.สผ.โชว์ไตรมาสแรกปีนี้ กำไรสุทธิ 8,612 ล้านบาท เดินหน้าปรับลดแผนลงทุน รองรับสถานการณ์ที่ท้าทายทั้งราคาน้ำมันตกต่ำและการระบาดของไวรัสโควิด-19 หวังรักษาฐานธุรกิจแข็งแกร่งในระยะยาว

นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.  เปิดเผยว่าผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2563 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 1,771 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ  55,335 ล้านบาท  ลดลงประมาณ 4 % เมื่อเทียบกับไตรมาสที่4 ของปี 2562  เนื่องจากปริมาณการขายเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 363,411 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เมื่อเทียบกับ 395,028 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในไตรมาสที่ผ่านมา เป็นผลจากการเรียกรับก๊าซธรรมชาติจากโครงการในอ่าวไทยจากผู้ซื้อที่ลดลง  

นอกจากนี้ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยในไตรมาสนี้ ลดลงมาอยู่ที่ 44.81 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เมื่อเทียบกับ 48.28 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในไตรมาสก่อน ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

อย่างไรก็ดีในไตรมาสนี้บริษัทมีกำไรจากอนุพันธ์ทางการเงิน 222 ล้านดอลลาร์สหรัฐ. ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันที่บริษัทได้เข้าทำสัญญาล่วงหน้า ในขณะที่ สามารถรักษาระดับต้นทุนต่อหน่วยได้ที่ระดับ 31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ 

ทั้งนี้บริษัทมีรายจ่ายทางภาษีเงินได้จากผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง

อย่างไรก็ตามจากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ผลประกอบการของ ปตท.สผ. ในไตรมาสที่ 1 นี้ มีกำไรสุทธิ 275 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8,612 ล้านบาทลดลง 28% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา โดยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 981 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 38,093 ล้านบาท และมีระดับอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) ที่ 72 %

นายพงศธร กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำ ประกอบกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานในประเทศลดลงเป็นอย่างมาก ปตท.สผ. จึงได้ปรับลดการคาดการณ์ปริมาณการขายปิโตรเลียมในปี 2563 เป็น 362,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันลดลงประมาณ 7% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 391,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

นอกจากนี้ได้ปรับลดรายจ่ายการลงทุนของปี 2563 ประมาณ 15-20% จากเดิมที่ตั้งไว้ 4,613 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 143,012 ล้านบาท โดยได้พิจารณาตัดค่าใช้จ่ายบางส่วนและเลื่อนแผนการเจาะสำรวจในบางโครงการออกไปแต่จะยังคงรายจ่ายสำหรับรักษาระดับการผลิตตามสัญญาเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ รวมถึงรายจ่ายเพื่อพัฒนาโครงการที่พร้อมผลิตใน 3-4 ปีข้างหน้า อาทิ โครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 และการเจาะหลุมสำรวจเพิ่มเติมในแหล่งก๊าซ ลัง เลอบาห์ ในแปลงเอสเค 410บี ประเทศมาเลเซีย

“การดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตฯภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ท้าทาย ความสำเร็จในการปรับลดต้นทุน  ในอดีตเมื่อครั้งบริษัทเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันตกต่ำในช่วง 4-5 ปีที่แล้ว ทำให้ต้นทุนปัจจุบันของบริษัทอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบเคียงกับกลุ่มธุรกิจเดียวกัน อย่างไรก็ตามวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของราคาน้ำมัน แต่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง การมุ่งสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนของบริษัทคงไม่ใช่แค่เพียงการปรับลดต้นทุน แต่จะต้องมุ่งเน้นการปฏิรูประบบและพฤติกรรมการทำงานขององค์กร เพื่อให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และสามารถปรับเปลี่ยนให้ทันต่อเหตุการณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะสะท้อนต่อโครงสร้างต้นทุนของบริษัทในอนาคตที่จะมีความยืดหยุ่น ให้รองรับได้ทุกสถานการณ์” นายพงศธร กล่าว

ปัจจุบันปตท.สผ. มีผลิตภัณฑ์หลัก 70% เป็นก๊าซธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่มีการกำหนดปริมาณรับซื้อขั้นต่ำไว้แล้ว และกำหนดราคาขายในหลายโครงการกับคู่สัญญาไว้แล้ว โดยโครงสร้างราคาขายก๊าซธรรมชาติของ ปตท.สผ.ผูกกับราคาน้ำมันส่วนหนึ่งและย้อนหลังประมาณ 6-24 เดือน 

ส่วนของน้ำมันดิบซึ่งมีปริมาณการขายประมาณ30% ของปริมาณการขายทั้งหมดอาจจะได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งบริษัทได้มีการทำสัญญาประกันความเสี่ยงด้านราคาในปีนี้ไว้แล้วบางส่วน