ศึกแก้รัฐธรรมนูญ ล็อกหมวด 1–2 ดีลเกมการเมือง บนหลักการกับหวาดระแวง
ถกแก้รัฐธรรมนูญเดือด ฝ่ายก้าวหน้ายอมล็อกหมวด 1–2 เพื่อเปิดทางยกร่างใหม่ ขณะฝ่ายอนุรักษนิยมยังระแวงเจตนา สว.กลายเป็นผู้คุมเกมชี้ขาดอนาคตการเมือง
KEY
POINTS
- ข้อเสนอให้ "ล็อกหมวด 1 และ 2" เป็นดีลทางการเมืองที่ฝ่ายผลักดันยอมรับ เพื่อให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนอื่นที่เป็นปัญหา เช่น อำนาจของวุฒิสภาและองค์กรอิสระได้
- ฝ่ายอนุรักษนิยมมีความกังวลต่อ "เจตนารมณ์" ของผู้เสนอแก้ไข โดยมองว่าอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจหลักของประเทศ ไม่ใช่แค่การแก้ไขทางเทคนิค
- วุฒิสภา (สว.) เป็นผู้เล่นสำคัญในเกมนี้ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. อย่างน้อยหนึ่งในสาม ทำให้การประนีประนอมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
วิเคราะห์การเมือง | แก้รัฐธรรมนูญ : เมื่อ “ล็อกหมวด 1–2” คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อเปิดประตูการเปลี่ยนแปลง
บรรยากาศการแก้ไขรัฐธรรมนูญไทยในห้วงเวลานี้ คล้าย “ความเงียบก่อนพายุ” ทุกฝ่ายต่างลดระดับถ้อยคำในที่สาธารณะ แต่ขยับหมากกันอย่างระมัดระวังหลังฉาก เพราะรู้ดีว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงกฎหมายสูงสุด หากคือสมรภูมิอำนาจที่กำหนดทิศทางการเมืองทั้งระบบ
จุดตึงเครียดที่สุดยังคงอยู่ที่คำถามเดิม ควรหรือไม่ควร “ล็อก” หมวด 1 และหมวด 2 ในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ระหว่างหลักการประชาธิปไตยแบบเปิดสุด กับความหวาดระแวงทางการเมืองที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
ประชาธิปไตยแบบมีเงื่อนไข: การถอยเพื่อเดินหน้า
ฝั่งผู้ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw ย้ำหลักการชัดเจนว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ควรเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเสรี และไม่ควรถูกจำกัดประเด็นล่วงหน้า
แต่ในทางปฏิบัติ ข้อเสนอ “ล็อกหมวด 1–2” กลับถูกยอมรับในฐานะ ต้นทุนทางการเมือง ที่จำเป็น เพื่อแลกกับโอกาสในการแก้ไขโครงสร้างอำนาจอื่นที่เป็นปัญหามายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของวุฒิสภา ระบบองค์กรอิสระ หรือกลไกตรวจสอบที่ถูกวิจารณ์ว่าขาดความยึดโยงกับประชาชน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่คือประชาธิปไตยในเวอร์ชัน “ประคองสถานการณ์” ไม่ใช่การยึดหลักการแบบสุดโต่ง แต่เป็นการเลือกถอยหนึ่งก้าว เพื่อหวังเดินหน้าได้ไกลกว่าเดิม
ฝ่ายอนุรักษนิยม: ความกลัวที่มากกว่าตัวบท
อีกฟากหนึ่ง เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการกฎหมาย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก พรรครักชาติ สะท้อนความคิดของฝ่ายอนุรักษนิยมที่ไม่ได้กังวลเพียงถ้อยคำในมาตราใดมาตราหนึ่ง แต่กังวล “เจตนารมณ์” ของผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ในมุมมองนี้ การยกร่างทั้งฉบับไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือกระบวนการทางการเมืองที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจอย่างเป็นลูกโซ่ แนวคิดที่ถูกเรียกว่า “ทฤษฎีจิ๊กซอว์” จึงถูกหยิบมาอธิบายว่า การเคลื่อนไหวหลายเรื่อง ตั้งแต่การเสนอแก้ ม.112 การวิพากษ์กองทัพ ไปจนถึงการเคลื่อนไหวบนท้องถนน อาจเป็นชิ้นส่วนของภาพใหญ่เดียวกัน
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในสายตาฝ่ายนี้ จึงไม่ใช่กระดาษเปล่า แต่คือ เครื่องมือเปลี่ยนเกม
เงา 2475: ประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จาง
ความระแวงดังกล่าวยิ่งถูกขยาย เมื่อฝ่ายอนุรักษนิยมหยิบประวัติศาสตร์ปี 2475 มาเปรียบเทียบ รัฐธรรมนูญถูกมองว่าเป็น “อาวุธที่คมกว่าปืน” สามารถเปลี่ยนอำนาจรัฐได้โดยไม่ต้องใช้กำลัง
แม้ฝ่ายผู้ผลักดันจะโต้ว่า บริบทปัจจุบันแตกต่างโดยสิ้นเชิง และยังมีด่านประชามติหลายชั้นคอยถ่วงดุล แต่สำหรับผู้ที่มีบทเรียนจากอดีต ความกลัวไม่ได้อยู่ที่ ขั้นตอน แต่อยู่ที่ ทิศทางสุดท้าย
สว. สีน้ำเงิน: ผู้ถือกุญแจด่านสุดท้าย
ในทางยุทธศาสตร์ ผู้เล่นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือวุฒิสภา โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สว. สีน้ำเงิน” ซึ่งถือกุญแจด่านสำคัญ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง สว. อย่างน้อยหนึ่งในสาม
นี่คือความย้อนแย้งทางการเมืองอย่างยิ่ง ฝ่ายที่วิจารณ์ที่มาของ สว. ว่าขาดความชอบธรรม กลับต้องยอมรับอำนาจของกลุ่มนี้ หากต้องการให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญไม่สะดุดตั้งแต่ต้นทาง
ดีลทางการเมืองบนเส้นด้าย
การ “ล็อกหมวด 1–2” จึงไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือ ดีลทางการเมือง บนเส้นด้าย ระหว่าง
- ความพยายามรื้อโครงสร้างอำนาจที่ไม่ตอบโจทย์ประชาธิปไตย
กับ
- ความหวาดระแวงต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจกระทบสถาบันหลักของประเทศ
สุดท้าย เกมนี้อาจไม่ได้ตัดสินกันที่ตัวบทกฎหมาย แต่ที่คำถามใหญ่กว่า สังคมไทยจะสร้าง “ความเชื่อมั่นทางการเมือง” ได้หรือไม่ ว่าการแก้รัฐธรรมนูญคือการซ่อมระบบ ไม่ใช่การรื้อบ้านทั้งหลัง
และตราบใดที่ความเชื่อมั่นนั้นยังไม่เกิด การเมืองไทยก็ยังต้องเดินหมากด้วยความระแวดระวัง บนกระดานที่ใครก็ไม่กล้าเดินพลาด.
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก(คลิ๊ก)


